เว็บไซต์สำนักข่าวพนมเปญโพสต์ของกัมพูชาเผยแพร่บทความของ “เนียง โสเพียพ” นักวิเคราะห์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ในกรุงพนมเปญที่ระบุว่า แม้สหรัฐฯ ได้เรียกร้องให้มีการใช้ความยับยั้งชั่งใจและการหยุดยิงในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา แต่แค่นั้นไม่สามารถปกป้องชีวิตผู้คนได้
เนียงบอกว่า กัมพูชาซาบซึ้งต่อความพยายามทางการทูตเหล่านี้ รวมถึงการมีส่วนร่วมของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่แสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ มีบทบาทเชิงสร้างสรรค์ในการยุติความขัดแย้งได้
บทความของเนียงที่ใช้ชื่อว่า Dear United States: How Long Will You Allow Your F-16s to Kill Cambodian Civilians? หรือ “ถึงสหรัฐฯ: คุณจะยอมให้เครื่องบินขับไล่ F-16 ของคุณ สังหารพลเรือนกัมพูชาไปอีกนานแค่ไหน?” ระบุว่า ความซาบซึ้งเพียงอย่างเดียวไม่สามารถปกป้องชีวิตผู้คนได้ เพราะประเทศไทยยังคงเพิกเฉยต่อคำเรียกร้องของสหรัฐฯ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า และความพยายามทางการทูตก็ไร้ความหมาย ดังนั้น สหรัฐฯ จึงควรลงมือทำมากกว่าพูด
นอกจากนี้ เนียงยังระบุด้วยว่า สหรัฐฯ นำเสนอบทบาทในฐานะผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชน กฎหมายระหว่างประเทศและการคุ้มครองพลเรือน แต่ในตอนนี้ชาวกัมพูชาจำนวนมากกำลังตั้งคำถามอันเจ็บปวดว่า สหรัฐฯ จะยอมให้ยุทโธปกรณ์ทางทหารของตัวเอง ถูกนำมาใช้กับพลเรือนผู้บริสุทธิ์ในกัมพูชาไปอีกนานเท่าใด
บทความดังกล่าวอ้างว่า กองทัพไทยใช้เครื่องบินขับไล่ F-16 ที่ผลิตในสหรัฐฯ โจมตีลึกเข้าไปในดินแดนกัมพูชา ไม่ใช่แค่ตามแนวชายแดน แต่ทำให้บ้านเรือน โรงเรียน โรงพยาบาล วัด เจดีย์ สะพาน ถนน และปั๊มน้ำมันถูกทำลาย สถานที่เหล่านี้ไม่ใช่ฐานทัพแต่เป็นพื้นที่ของพลเรือน
เนียงเสริมว่า กัมพูชาไม่มีเครื่องบินขับไล่และไม่มีกองทัพอากาศปกป้องน่านฟ้า จึงไม่ใช่ความขัดแย้งที่เท่าเทียมกัน เมื่อฝ่ายหนึ่งครอบครองเครื่องบินขับไล่ขั้นสูงแต่อีกฝ่ายไม่มี ผลลัพธ์จึงไม่ใช่แค่ความขัดแย้งชายแดนแต่คือความทุกข์ทรมานของพลเรือน
นักวิเคราะห์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ชาวกัมพูชารายนี้อ้างด้วยว่า ไทยใช้อาวุธหนักและอาวุธทำลายล้างอื่น ๆ รวมถึงกระสุนคลัสเตอร์และอาวุธที่ก่อให้เกิดควันพิษ จนทำให้เกิดการสูญเสียในหมู่พลเรือนอย่างกว้างขวาง ผู้คนบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก ประชาชนกว่าครึ่งล้านต้องอพยพออกจากบ้าน การกระทำดังกล่าวก่อให้เกิดความกังวลอย่างร้ายแรงภายใต้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ การโจมตีพื้นที่พลเรือนโดยไม่เลือกเป้าหมายถือเป็นอาชญากรรมสงคราม ไม่ว่าใครจะเป็นผู้กระทำก็ตาม
นอกจากนี้ยังระบุด้วยว่า สหรัฐฯ จีน มาเลเซียและประเทศอื่น ๆ ได้ออกมาเรียกร้องแล้ว การเรียกร้องให้ไทยหยุดยิงยังดำเนินต่อไป แต่ไทยไม่รับฟังและการทิ้งระเบิดยังคงดำเนินต่อไป ในฐานะชาวกัมพูชา จึงขอถามสหรัฐฯ โดยตรงว่า หากเครื่องบินขับไล่ F-16 ที่สหรัฐฯ จัดหาให้ ถูกใช้ในการสังหารพลเรือน เหตุใดจึงไม่มีการรับผิดชอบใด ๆ
หากการเรียกร้องให้หยุดยิงยังถูกเพิกเฉย เหตุใดจึงไม่มีผลตามมา หากสหรัฐฯ ยืนหยัดเพื่อสิทธิมนุษยชนอย่างแท้จริง เหตุใดจึงยังไม่ประณามการกระทำเหล่านี้ต่อสาธารณะหรือระงับการสนับสนุนทางทหารจนกว่าจะมีการสอบสวนอย่างเป็นอิสระ
การขายอาวุธไม่ใช่เรื่องเป็นกลาง ความเป็นพันธมิตรทางทหารมาพร้อมกับความรับผิดชอบ เมื่ออาวุธที่ผลิตโดยอเมริกาถูกกล่าวหาว่าใช้ทำลายชีวิต และโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน การปิดปากเงียบ ไม่ใช่ความเป็นกลาง นี่ไม่ใช่ความเกลียดชังต่อสหรัฐฯ แต่เป็นการวิงวอนต่อค่านิยมอเมริกันเอง
บทความทิ้งท้ายว่า พลเรือนกัมพูชาสมควรได้รับการคุ้มครองเช่นเดียวกับพลเรือนในทุกแห่งหนของโลก ชีวิตของพวกเขาไม่ควรมีค่าน้อยกว่าเพียงเพราะเป็นประเทศเล็ก ยากจนหรือถูกมองข้ามในทางภูมิรัฐศาสตร์ หากเครื่องบิน F-16 ที่ผลิตในสหรัฐฯ ถูกใช้ในการทิ้งระเบิดใส่พลเรือนกัมพูชา สหรัฐฯ ต้องลงมือดำเนินการเดี๋ยวนี้ ประวัติศาสตร์จะไม่จดจำเพียงว่า ใครเป็นผู้ทิ้งระเบิด แต่จะจดจำด้วยว่าใครมีอำนาจในการหยุดยั้ง และเลือกที่จะไม่ทำเช่นกัน