เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. 68 กระทรวงสารสนเทศกัมพูชาได้เผยแพร่เอกสาร “จดหมายเปิดผนึกจากราชอาณาจักรกัมพูชาถึงประชาคมระหว่างประเทศ” จี้นานาชาติอย่าเงียบกรณีความขัดแย้งไทย-กัมพูชา
จดหมายระบุว่า นับตั้งแต่วันที่ 7 ธ.ค. 68 กัมพูชาตกเป็นเป้าหมายของการรุกรานทางทหารอย่างเปิดเผยและจงใจโดยกองทัพไทยตามแนวชายแดนด้านตะวันตก นี่ไม่ใช่เหตุการณ์โดดเดี่ยว การปะทะโดยบังเอิญ หรือการบานปลายที่ควบคุมไม่ได้ แต่มันคือสงครามที่รัฐบาลไทยวางแผน รับรู้ และดำเนินการ
กัมพูชาบอกว่า กองกำลังทางบก ทางอากาศ และทางทะเลถูกส่งไปประจำการพร้อมกัน ทุกครั้งที่กองทัพไทยรุกคืบไป ก็จะปักธงบนดินแดนกัมพูชา การโจมตีไม่เพียงแต่โจมตีที่ตั้งทางทหารเท่านั้น แต่ยังรวมถึงโครงสร้างของพลเรือน โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ วัด และอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์ของกัมพูชาด้วย
จดหมายระบุว่า เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงเหล่านี้ จึงต้องกล่าวถึงความจริงพื้นฐาน 5 ประการดังนี้
1. กัมพูชาไม่สามารถเป็นผู้รุกรานได้
กัมพูชาเป็นประเทศเล็กทั้งในแง่ของอาณาเขต ทรัพยากรทางทหาร และความทะเยอทะยาน จึงไม่มีทั้งศักยภาพและความตั้งใจที่จะโจมตีประเทศเพื่อนบ้านที่มีอำนาจมากกว่าถึง 3 เท่า
กัมพูชาแสดงความยับยั้งชั่งใจมาโดยตลอดและเรียกร้องให้มีการยุติข้อพิพาทชายแดนอย่างสันติมาโดยตลอด ตั้งแต่ก่อนการปะทะกันด้วยอาวุธครั้งแรกจนถึงการยอมรับข้อตกลงหยุดยิงเมื่อวันที่ 28 ก.ค. 68 และปฏิญญาร่วมเพื่อสันติภาพเมื่อวันที่ 26 ต.ค. 68
หากกัมพูชาต้องการสงครามจริง ๆ ทำไมจึงต้องทุ่มเทความพยายามอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2541 ในการฟื้นฟูประเทศ สร้างความปรองดอง และสร้างสันติภาพ?
2. กฎหมายอยู่ข้างกัมพูชา
ในการแสวงหาการกำหนดเขตแดนที่สมบูรณ์และสันติบนพื้นฐานของมิตรภาพและการพัฒนาซึ่งกันและกัน กัมพูชาอาศัยแผนที่เขตแดนและสนธิสัญญาที่ได้รับการรับรองโดยประชาคมระหว่างประเทศ ซึ่งรวมถึงสนธิสัญญาฝรั่งเศส-สยามปี 2447 และ 2450 ตลอดจนบันทึกความเข้าใจปี 2543
ในทางตรงกันข้าม ไทยอาศัยแผนที่ที่จัดทำและรับรองโดยตนเองฝ่ายเดียว ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ จึงไม่มีพื้นฐานใดที่จะกล่าวอ้างว่ากัมพูชามีเจตนาที่จะละเมิดอธิปไตยทางดินแดนของไทย
3. กัมพูชาเลือกใช้กฎหมาย ส่วนไทยเลือกใช้อาวุธ
ในระหว่างข้อพิพาทชายแดนปี 2497 และ 2551 และอีกครั้งในเหตุการณ์ล่าสุดเมื่อเดือน ก.ค. 2568 กัมพูชาได้เลือกใช้กลไกทางกฎหมายและกฎหมายระหว่างประเทศมาโดยตลอด ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศได้ตัดสินในปี 2505 และอีกครั้งในปี 2556 ให้กัมพูชามีอธิปไตยเหนือปราสาทพระวิหารและพื้นที่โดยรอบ ดังนั้นจึงไม่สมเหตุสมผลที่กัมพูชาจะละทิ้งหลักนิติธรรมและเริ่มสงครามรุกรานไทย
4. กัมพูชารู้ถึงราคาของสงคราม
กัมพูชาซึ่งบอบช้ำจากสงคราม 2 ครั้งและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ระหว่างปี 2513 ถึง 2541 ให้ความสำคัญกับสันติภาพ เสถียรภาพ และการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมเป็นลำดับต้น ๆ ของลำดับความสำคัญระดับชาติ
ความมุ่งมั่นนี้ได้รับการยอมรับจากประชาคมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านการมอบรางวัลสันติภาพโลกในปี 2564 รางวัลสันติภาพเพื่อมนุษยชาติและโลกในปี 2567 และรางวัลอาเซียนในปี 2568 ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลใดที่กัมพูชาจะพยายามทำลายสันติภาพที่ได้มาอย่างยากลำบากด้วยการโจมตีประเทศเพื่อนบ้าน
5. ไทยได้ประกาศและทำสงคราม
นับตั้งแต่การกลับมาสู้รบอีกครั้งในวันที่ 7 ธ.ค. 2568 ทางการไทยได้สั่งการปฏิบัติการทางทหารขนาดใหญ่ต่อสาธารณะ การโจมตีเหล่านี้ขยายไปตามแนวชายแดนทางบกมากกว่า 800 กิโลเมตร โดยมีการรุกล้ำเข้าไปในดินแดนกัมพูชาลึกถึง 80-90 กิโลเมตร
การโจมตีเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการใช้เครื่องบินรบ F-16 และ Gripen กระสุนคลัสเตอร์ โดรนติดอาวุธ ปืนใหญ่หนัก จรวดระยะไกล รถถัง และยานเกราะ ตลอดจนการวางกำลังทางบก ทางอากาศ และทางทะเลอย่างประสานงานกัน
การโจมตีเหล่านี้ไม่ได้มุ่งเป้าไปที่ตำแหน่งทางทหารเพียงอย่างเดียว แต่ยังโจมตีพลเรือนผู้บริสุทธิ์ ถนน โรงเรียน เจดีย์ บ้านเรือน ค่ายผู้ลี้ภัย และวัดกัมพูชาและอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์ ซึ่งบางแห่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก
การกระทำเหล่านี้ไม่สามารถอธิบายได้ว่าเป็นการใช้สิทธิป้องกันตนเองภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ แต่เป็นการรุกรานด้วยอาวุธอย่างจงใจและชัดเจนต่ออธิปไตยและบูรณภาพดินแดนของราชอาณาจักรกัมพูชา
“ราชอาณาจักรกัมพูชาเรียกร้องอย่างจริงจังต่อประชาคมระหว่างประเทศให้ระบุการรุกรานนี้ตามความเป็นจริง ยึดมั่นในกฎหมายระหว่างประเทศ และรับผิดชอบในส่วนของตน ความเงียบ การไม่ดำเนินการ หรือความคลุมเครือ จะยิ่งกระตุ้นให้เกิดการละเมิดเพิ่มเติมและทำให้การใช้กำลังโดยมิชอบด้วยกฎหมายเหนือหลักนิติธรรมเป็นสิ่งที่ถูกต้อง สิ่งที่ตกอยู่ในความเสี่ยงไม่ใช่เพียงอธิปไตยของกัมพูชาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความน่าเชื่อถือของระเบียบระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนหลักนิติธรรมด้วย” กัมพูชาระบุ
เรียบเรียงจาก Khmer Times