เมื่อวันที่ 5 ม.ค. ตามเวลาท้องถิ่นของรัฐนิวยอร์ก สหรัฐฯ ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา นิโกลัส มาดูโร ที่ถูกสหรัฐฯ บุกจับกุมเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา พร้อมด้วย ภรรยา ซิเลีย ฟลอเรส ถูกเจ้าหน้าที่พาตัวมายังศาลเขตใต้แห่งนิวยอร์ก เพื่อรับฟังการพิจารณาคดีและรับทราบข้อกล่าวหา
โดยมาดูโรปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้ง 4 กระทงซึ่งเกี่ยวข้องกับกฎหมายยาเสพติดกับอาวุธปืนแล้ว พร้อมทั้งยืนยันว่าตนเองยังคงเป็นประธานาธิบดีของเวเนซุเอลาอยู่
เช่นเดียวกับ ฟลอเรส ที่ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา โดยเธอบอกกับผู้พิพากษาว่าเธอไม่มีความผิด และเป็นผู้บริสุทธิ์
นอกจากนี้ มาดูโรและฟลอเรสไม่ได้ยื่นขอประกันตัว หรือขอปล่อยตัวชั่วคราว ขณะที่ผู้พิพากษากำหนดวันพิจารณาคดีครั้งต่อไปไว้ในวันที่ 17 มี.ค. เวลา 11.00 น. ตามเวลาเขตตะวันออกของสหรัฐฯ
ขณะเดียวกันเมื่อช่วงบ่ายวันเดียวกัน เดลซี โรดริเกซ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงน้ำมัน และรองประธานาธิบดีเวเนซุเอลา เข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งรักษาการประธานาธิบดีของประเทศอย่างเป็นทางการ โดยมี ฮอร์เก โรดริเกซ ประธานรัฐสภา และเป็นพี่ชายของโรดริเกซเป็นผู้ประกอบพิธี
ระหว่างการทำพิธีสาบานตน โรดริเกซย้ำว่า การบุกควบคุมตัวประธานาธิบดีมาดูโรและภรรยาโดยสหรัฐฯ เป็นการลักพาตัว
อีกประเทศหนึ่งที่ถูกจับตาว่าอาจกำลังตกเป็นเป้าหมายต่อไปของสหรัฐฯ คือ โคลอมเบีย ซึ่งมีพรมแดนติดกับเวเนซุเอลา
โดยประธานาธิบดี กุสตาโว เปโตร ที่เคยเป็นสมาชิกกลุ่มกบฎ 19 เมษายน (19th of April Movement) ระบุว่า พร้อมกลับไปจับอาวุธอีกครั้ง หากสหรัฐฯ ตัดสินใจโจมตีตัวเขาหรือประเทศของเขา หลังจากประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ พูดขู่โคลอมเบียหลายครั้ง หลังส่งทหารบุกจับตัวผู้นำเวเนซุเอลาถึงในกรุงการากัส
ประธานาธิบดีโคลอมเบียยืนยันว่า ลงมือต่อสู้เพื่อปกป้องโคลอมเบียด้วยตัวเอง แม้เคยสาบานว่าจะไม่แตะต้องอาวุธอีกก็ตาม
ประธานาธิบดีเปโตรยังย้ำถึงความพยายามในการปราบปรามการค้ายาเสพติด ซึ่งเป็นประเด็นที่ประธานาธิบดีทรัมป์วิพากษ์วิจารณ์ พร้อมทั้งอ้างว่าการที่กองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีกลุ่มค้ายาในโคลอมเบียนั้น เสี่ยงต่อการทำให้เด็ก ๆ ต้องเสียชีวิต และจะเป็นแรงจูงใจให้คนเข้าร่วมกับกลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่ขัดแย้งกับรัฐมานานมากขึ้น
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 4 ม.ค. ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวโจมตีผู้นำโคลอมเบียอย่างดุเดือด โดยกล่าวหาประธานาธิบดีเปโตรว่าชื่นชอบการผลิตโคเคน และขายให้กับสหรัฐฯ พร้อมทั้งเตือนว่า “เขาจะทำแบบนั้นต่อไปได้อีกไม่นาน"
นอกจากนี้ สื่อสหรัฐฯ ยังรายงานโดยอ้างคำพูดของเจ้าหน้าที่รัฐบาลเวเนซุเอลาว่า การปฏิบัติการบุกจับตัวมาดูโรของสหรัฐฯ ทำให้มีผู้เสียชีวิตทั้งทหาร และพลเรือนมากถึง 80 คน
ด้านเจ้าหน้าที่คิวบาเปิดเผยว่าพลเมืองของตน 32 คน รวมถึงบุคลากรของกองทัพถูกสังหารในเหตุการณ์นี้ โดยประธานาธิบดี มิเกล ดิอาส คาเนล ประกาศไว้อาลัย