“นิโกลัส มาดูโร” ปกครองเวเนซุเอลาด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จนานกว่า 12 ปี แต่การปกครองของเขาจบลงอย่างกะทันหันในวันที่ 3 ม.ค. 2025 เมื่อประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ สั่งปฏิบัติการทางทหารโจมตีเวเนซุเอลาและจับกุมตัวเขามาดำเนินคดีที่สหรัฐฯ
มาดูโร นักสังคมนิยมวัย 63 ปี ผู้ได้รับการเลือกสรรให้สืบทอดตำแหน่งต่อจาก ฮูโก ชาเวซ ผู้ล่วงลับ ถูกวิพากษ์วิจารณ์ทั้งในและต่างประเทศมานานแล้วว่า เป็นเผด็จการที่จำคุกหรือข่มเหงฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง และจัดการเลือกตั้งที่ไม่โปร่งใสซ้ำแล้วซ้ำเล่า
จากคนขับรถบัสสู่ผู้กุมอำนาจ
มาดูโรเกิดในครอบครัวชนชั้นแรงงานเมื่อวันที่ 23 พ.ย. 1962 เป็นบุตรชายของผู้นำสหภาพแรงงาน
ช่วงที่อายุประมาณ 30 ปี เขาเริ่มสนใจการเมืองฝ่ายซ้ายขณะทำงานเป็นคนขับรถประจำทางในเมือง ในช่วงเวลาเดียวกับที่อดีตพันโท ฮูโก ชาเวซ พยายามก่อรัฐประหารแต่ไม่สำเร็จ ในปี 1992
มาดูโรได้เข้าร่วมในขบวนการรณรงค์เพื่อปล่อยตัวชาเวซออกจากคุกและกลายเป็นผู้สนับสนุนแนวคิดฝ่ายซ้ายของชาเวซ
เขาลาออกจากงานขับรถและเข้าร่วมขบวนการทางการเมืองที่ชาเวซจัดตั้งขึ้นในปี 1994 รวมถึงมีส่วนร่วมในงานทางการเมืองด้วย
กระทั่งปี 1998 ชาเวซได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีเวเนซุเอลา มาดูโรเองก็ได้รับเลือกเข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติของเวเนซุเอลา และกลายเป็นผู้สนับสนุนที่แข็งขันของประธานาธิบดีคนใหม่ของประเทศ
ขณะที่ชาเวซปกครองเวเนซุเอลาด้วยนโยบายแข็งกร้าวเป็นเวลา 14 ปี โดยดำเนินการยึดทรัพย์สินสำคัญเป็นของรัฐและจัดตั้งกองกำลังพลเรือนขนาด 2 ล้านคน บทบาททางการเมืองของมาดูโรภายในรัฐบาลก็เติบโตขึ้นเช่นกัน
เขาได้ก้าวขึ้นเป็นประธานสภาแห่งชาติและต่อมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ โดยระหว่างปี 2006 ถึง 2013 เขาได้ช่วยชาเวซขยายความสัมพันธ์ทางการทูตของเวเนซุเอลากับประเทศต่าง ๆ เช่น รัสเซีย จีน และอิหร่าน โดยแลกกับการลดความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ
ในปี 2012 ขณะที่สุขภาพของชาเวซทรุดโทรมลง เขาได้เลือกมาดูโรให้ดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดี
1 ปีต่อมา ชาเวซกล่าวสุนทรพจน์สุดท้ายต่อประชาชนก่อนเสียชีวิต เพื่อแต่งตั้งมาดูโรเป็นผู้สืบทอด โดยขอให้ผู้สนับสนุนลงคะแนนเสียงให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้น หากเขาเสียชีวิต การเลือกครั้งนี้สร้างความตกตะลึงให้กับทั้งผู้สนับสนุนและผู้ต่อต้าน
ฐานเสียงอันมหาศาลของชาเวซทำให้มาดูโรได้รับชัยชนะอย่างเฉียดฉิวในปีนั้น ทำให้เขาได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นครั้งแรกเป็นเวลา 6 ปี แม้ว่าเขาจะไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างภักดีเท่ากับที่ชาเวซเคยได้ก็ตาม
การล่มสลาย
มาดูโรแต่งงานกับ ซีเลีย ฟลอเรส คู่ชีวิตของเขาที่คบหากันมาเกือบ 2 ทศวรรษ ในเดือน ก.ค. 2013 ไม่นานหลังจากที่เขาขึ้นเป็นประธานาธิบดี เขาเรียกเธอว่า “นักรบหมายเลขหนึ่ง” แทนที่จะเป็นสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง และถือว่าเธอเป็นที่ปรึกษาคนสำคัญ
ตลอดระยะเวลาการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของมาดูโร เต็มไปด้วยวิกฤตทางสังคม การเมือง และเศรษฐกิจที่ซับซ้อน ซึ่งผลักดันให้ผู้คนหลายล้านคนตกอยู่ในความยากจน ทำให้ชาวเวเนซุเอลามากกว่า 7.7 ล้านคนต้องอพยพ และจับกุมฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลหลายพันคนเข้าคุก ซึ่งหลายคนถูกทรมาน
มาดูโรยังเสริมกลไกการปราบปรามด้วยการกวาดล้างผู้ที่กล้าแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างออกจากสถาบันต่าง ๆ
วิกฤตการณ์ของเวเนซุเอลาเริ่มขึ้นในปีแรกที่มาดูโรดำรงตำแหน่ง ฝ่ายค้านทางการเมือง รวมถึง มาเรีย โครินา มาชาโด ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพปี 2025 เรียกร้องให้มีการประท้วงบนท้องถนนในกรุงการากัสและเมืองอื่น ๆ
การประท้วงแสดงให้เห็นถึงอำนาจเบ็ดเสร็จของมาดูโร เมื่อกองกำลังรักษาความปลอดภัยปราบปรามการประท้วง ซึ่งจบลงด้วยการมีผู้เสียชีวิต 43 ราย และถูกจับกุมอีกหลายสิบคน
พรรคสังคมนิยมรวมแห่งเวเนซุเอลาของมาดูโรสูญเสียการควบคุมสภาแห่งชาติเป็นครั้งแรกในรอบ 16 ปีในการเลือกตั้งปี 2015 มาดูโรจึงดำเนินการเพื่อลดอำนาจของฝ่ายค้านในสภานิติบัญญัติโดยการจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญที่สนับสนุนรัฐบาลในปี 2017 ซึ่งนำไปสู่การประท้วงนานหลายเดือนที่ถูกปราบปรามอย่างรุนแรงโดยกองกำลังรักษาความปลอดภัยและกองทัพ
มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 100 คนและบาดเจ็บหลายพันคนในการประท้วงครั้งนั้น มีผู้ถูกจับกุมหลายร้อยคน ทำให้ศาลอาญาระหว่างประเทศเปิดการสอบสวนมาดูโรและสมาชิกในรัฐบาลของเขาในข้อหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ การสอบสวนยังคงดำเนินอยู่จนถึงปี 2025
ในปี 2018 มาดูโรรอดชีวิตจากการพยายามลอบสังหารเมื่อโดรนติดระเบิดระเบิดใกล้เขาขณะที่เขากำลังกล่าวสุนทรพจน์ในระหว่างการสวนสนามทางทหารที่ถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ทั่วประเทศ
รัฐบาลของเขาถูกคว่ำบาตรอย่างรุนแรงจากสหรัฐฯ และประเทศมหาอำนาจอื่นๆ ในปี 2020 วอชิงตันได้ฟ้องร้องเขาในข้อหาคอร์รัปชันและข้อหาอื่น ๆ ซึ่งมาดูโรปฏิเสธข้อกล่าวหาเหล่านั้นมาโดยตลอด
มาดูโรสาบานตนเข้ารับตำแหน่งเป็นสมัยที่ 3 ในเดือน ม.ค. 2025 หลังจากการเลือกตั้งปี 2024 ซึ่งถูกประณามอย่างกว้างขวางโดยผู้สังเกตการณ์ระหว่างประเทศและฝ่ายค้านว่าเป็นการฉ้อโกง ผู้คนหลายพันคนที่ประท้วงการประกาศชัยชนะของรัฐบาลถูกจำคุก
ถูกจับกุม
สหรัฐฯ กล่าวหาว่า มาดูโรมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการและเป็นผู้นำของกลุ่มคาร์เทลออฟเดอะซันส์ (Cartel of the Sun) ซึ่งเป็นองค์กรค้ายาเสพติดของเวเนซุเอลาที่ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเวเนซุเอลา
สหรัฐฯ กล่าวหาอีกว่า มาดูโรมีส่วนร่วมในแผนการก่อการร้ายยาเสพติดรุนแรงร่วมกับกองกำลังปฏิวัติโคลอมเบีย (FARC) ซึ่งเป็นองค์กรก่อการร้ายต่างชาติ มาดูโรเจรจาการขนส่งโคเคนจำนวนหลายตันที่ผลิตโดย FARC
สหรัฐฯ อ้างว่า มาดูโรสั่งการให้กลุ่มคาร์เทลออฟเดอะซันส์จัดหาอาวุธระดับกองทัพให้กับ FARC ประสานงานกับผู้ค้ายาเสพติดในฮอนดูรัสและประเทศอื่น ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกในการค้ายาเสพติดขนาดใหญ่ และขอความช่วยเหลือจากผู้นำ FARC ในการฝึกกลุ่มติดอาวุธ ซึ่งทำหน้าที่เสมือนหน่วยทหารของกลุ่มคาร์เทลออฟเดอะซันส์
ในเดือน มี.ค. 2020 มาดูโรถูกตั้งข้อหาในศาลแขวงทางใต้ของนิวยอร์กในข้อหาก่อการร้ายยาเสพติด สมคบคิดนำเข้าโคเคน ครอบครองปืนกลและอุปกรณ์ทำลายล้าง
วันที่ 7 ส.ค. 2025 สหรัฐฯ ได้ประกาศเพิ่มเงินรางวัลค่าหัวมาดูโรเป็นเงินสูงถึง 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังจากที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ขึ้นบัญชีกลุ่มคาร์เทลออฟเดอะซันส์เป็นผู้ก่อการร้ายระดับโลก
หลังจากที่ทรัมป์ประกาศเมื่อเดือน ต.ค. 2025 ว่า เขาอนุญาตให้หน่วยสืบราชการลับซีไอเอปฏิบัติการในประเทศเวเนซุเอลาได้ มาดูโรได้ประณาม “อำนาจชั่วร้ายเหล่านั้นที่มุ่งหมายจะแทรกซึมเข้ามาในเวเนซุเอลาเพื่อขโมยน้ำมันของเรา”
ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ทรัมป์ได้เพิ่มแรงกดดันด้วยการเสริมกำลังทหารสหรัฐฯ จำนวนมากในทะเลแคริบเบียนตอนใต้ การโจมตีเรือหลายสิบลำที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการลักลอบขนยาเสพติดในมหาสมุทรแปซิฟิกและทะเลแคริบเบียน และการเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรให้เข้มงวดขึ้น
จนสุดท้ายในวันที่ 3 ม.ค. 2026 กองกำลังสหรัฐฯ ได้บุกเข้าไปจับกุมตัวมาดูโรเพื่อมาดำเนินคดี