หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ อยู่บนเวทีเมืองสหรัฐฯ มานานเกือบทศวรรษ ผลสำรวจผู้ใช้สิทธิของ The AP Voter Poll สะท้อนว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากเริ่มรู้สึกเหนื่อยล้าและไม่พอใจกับตัวประธานาธิบดีมากขึ้น ขณะที่ปัญหาเงินเฟ้อ ค่าครองชีพ ความกังวลเรื่องคอร์รัปชัน ตลอดจนผู้สมัครที่ทรัมป์ให้การสนับสนุน กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ฉุดพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ปี 2026
The AP Voter Poll ซึ่งสำรวจผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งกลางเทอมในทั้ง 50 รัฐ พบว่า ความล้มเหลวของทรัมป์ในการทำตามคำมั่นสำคัญ โดยเฉพาะการลดเงินเฟ้อ ซึ่งเลวร้ายลงในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลโดยตรงต่อผู้สมัครพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน
ผลสำรวจยังชี้ว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากมองว่า ทรัมป์ให้ความสำคัญกับความมั่งคั่งและชีวิตส่วนตัวของตัวเอง มากกว่าความต้องการของประชาชน
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังมีส่วนผลักดันผู้สมัครบางรายที่มีจุดอ่อนชัดเจนให้ขึ้นมาแข่งขันในสนามเลือกตั้ง ซึ่งยิ่งเพิ่มความยากลำบากให้พรรครีพับลิกันในปีที่กระแสการเมืองไม่เอื้ออำนวยอยู่แล้ว
ในการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Fox News ช่วงค่ำวันเลือกตั้ง ทรัมป์ยอมรับว่า พรรคเดโมแครตต่อสู้อย่างหนัก พร้อมระบุว่า ฐานเสียงรีพับลิกันบางส่วนไม่ชอบผู้สมัครที่เขาให้การรับรอง โดยให้เหตุผลว่าผู้สมัครบางคนไม่ได้จงรักภักดีต่อเขาอย่างเต็มที่
อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจยังส่งสัญญาณเตือนไปถึงพรรคเดโมแครตเช่นกัน แม้พรรคจะกลับมาควบคุมทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา แต่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยก็ไม่ได้ชื่นชอบพรรคเดโมแครตมากนัก
แม้เดโมแครตจะได้เปรียบในประเด็นสำคัญอย่างเศรษฐกิจ แต่ส่วนต่างยังไม่ได้กว้างมาก ขณะที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งประมาณ 7 ใน 10 คน ระบุว่า สภาคองเกรสยังทำหน้าที่ตรวจสอบและถ่วงดุลประธานาธิบดีไม่เพียงพอ ซึ่งจะกลายเป็นความคาดหวังสำคัญต่อเดโมแครตหลังกลับมาครองเสียงข้างมากในทั้งสองสภา
เงินเฟ้อฉุดรีพับลิกันหนัก
หนึ่งในปัจจัยที่ผู้สมัครพรรครีพับลิกันหลีกเลี่ยงไม่ได้คือปัญหาเงินเฟ้อ เพราะผู้มีสิทธิเลือกตั้งสัมผัสผลกระทบโดยตรงผ่านค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นค่าอาหาร ราคาน้ำมัน ค่าซ่อมรถ หรือค่าไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้น แม้แต่ในรัฐที่เคยเป็นฐานเสียงแข็งแกร่งของรีพับลิกัน เช่น เท็กซัส ปัญหาเงินเฟ้อก็สร้างแรงกดดันต่อผู้สมัครของพรรค
ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเท็กซัสประมาณ 2 ใน 10 คน ระบุว่า เงินเฟ้อสร้างความเดือดร้อนในระดับรุนแรง ต่อตนเองและครอบครัว และราวสามในสี่ของคนกลุ่มนี้ลงคะแนนให้ เจมส์ ทาลาริโก ผู้สมัครวุฒิสภาพรรคเดโมแครต
ขณะเดียวกัน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งอีกราว 6 ใน 10 คน ระบุว่า เงินเฟ้อสร้างความเดือดร้อนในระดับปานกลาง และทาลาริโกก็ได้รับเสียงสนับสนุนส่วนใหญ่จากกลุ่มนี้เช่นกัน
โดยแนวโน้มในลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นในหลายรัฐทั่วประเทศ ในระดับประเทศ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ระบุว่ากังวลอย่างมากกับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ทั้งค่าอาหาร ค่ารักษาพยาบาล และน้ำมัน ส่วนใหญ่เลือกผู้สมัครพรรคเดโมแครตในเขตเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของตน
แต่สิ่งที่สร้างผลกระทบต่อรีพับลิกันไม่ได้มีเพียงภาวะเงินเฟ้อเท่านั้น เพราะผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากโยงความรับผิดชอบไปยังทรัมป์โดยตรง ทั้งจากนโยบายภาษีศุลกากร สงครามกับอิหร่าน รวมถึงคำสัญญาหาเสียงเมื่อ 2 ปีก่อนที่ว่าจะทำให้ราคาสินค้าลดลง แต่ยังไม่สามารถทำได้
เมื่อถูกถามถึงผลกระทบจากนโยบายของทรัมป์ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งประมาณสองในสามทั่วประเทศระบุว่า นโยบายเหล่านี้ทำให้เศรษฐกิจแย่ลง และในกลุ่มดังกล่าวประมาณ 8 ใน 10 คนเลือกผู้สมัครพรรคเดโมแครต
คอร์รัปชันกลายเป็นอีกประเด็นใหญ่
ผลสำรวจพบว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมากกว่าครึ่งทั่วประเทศมองว่า ปัญหาคอร์รัปชันในรัฐบาลเป็นประเด็นที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง” ต่อการตัดสินใจลงคะแนนเลือกสมาชิกสภาคองเกรส
สัดส่วนดังกล่าวสูงกว่าจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ระบุว่าค่าครองชีพเป็นประเด็นสำคัญเล็กน้อย นับเป็นผลสำรวจที่โดดเด่นในปีที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งประมาณ 6 ใน 10 คนระบุว่า พวกเขากังวลอย่างมากกับราคาอาหารและของใช้ในชีวิตประจำวัน
แม้รีพับลิกันบางส่วนจะพยายามลดความสำคัญของประเด็นที่ทรัมป์มีรายได้มากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปีที่ผ่านมา จากมีมคอยน์และธุรกิจคริปโทเคอร์เรนซี แต่ผลสำรวจกลับพบว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งส่วนใหญ่มองว่าทรัมป์ให้ความสนใจกับผลประโยชน์ของตนเองมากเกินไป
ตลอดวาระที่ 2 ทรัมป์ยังขอรับเงินบริจาคจากบริษัทขนาดใหญ่เพื่อก่อสร้างห้องบอลรูมในทำเนียบขาวตามความต้องการของเขา หลังจากการรื้อปีกตะวันออกของอาคารอย่างรวดเร็ว ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้กับสาธารณชน
บรรยากาศดังกล่าวยังเชื่อมโยงไปถึงข้อตกลงทางธุรกิจของสมาชิกในครอบครัว รวมถึงกรณีที่เกี่ยวข้องกับบุคคลใกล้ชิด สิทธิอภัยโทษ และนโยบายของรัฐบาลกลาง
ท้ายที่สุด ผู้มีสิทธิเลือกตั้งประมาณสองในสามระบุว่า ทรัมป์ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องที่ควรให้ความสำคัญ และคนส่วนใหญ่ในกลุ่มนี้สนับสนุนผู้สมัครสภาผู้แทนราษฎรของพรรคเดโมแครต
ประชาชนต้องการให้สภาคองเกรสตรวจสอบทรัมป์มากขึ้น
ตลอดช่วงเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา ทรัมป์ดำเนินนโยบายหลายเรื่องโดยใช้ดุลยพินิจของฝ่ายบริหารอย่างกว้างขวาง ขณะที่สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของรีพับลิกันแทบไม่ได้คัดค้านอย่างจริงจัง
รัฐบาลทรัมป์ปลดพนักงานรัฐบาลกลางจำนวนหนึ่ง ใช้มาตรการภาษีศุลกากรในวงกว้าง เปิดสงครามกับอิหร่าน ปรับภูมิทัศน์และอาคารในกรุงวอชิงตันโดยใช้การตกแต่งสีทอง รวมทั้งกดดันสถาบันต่าง ๆ
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังมีท่าทีคุกคามหรือกดดันธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ศูนย์ศิลปะ Kennedy Center และสถาบัน Smithsonian ตลอดจนมีความขัดแย้งกับพันธมิตรดั้งเดิมของสหรัฐฯ หลายประเทศ
ผลสำรวจสะท้อนว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องการให้สภาคองเกรสมีบทบาทตรวจสอบฝ่ายบริหารมากขึ้น ผู้มีสิทธิเลือกตั้งประมาณ 7 ใน 10 คนเห็นว่า สภาคองเกรสยังทำหน้าที่ตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจประธานาธิบดีไม่เพียงพอ โดยในจำนวนนี้รวมถึงผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกันประมาณ 4 ใน 10 คนด้วย
คนเลือกเดโมแครต แต่ไม่ได้หมายความว่าชื่นชอบพรรค
แม้พรรคเดโมแครตจะเป็นฝ่ายชนะการเลือกตั้ง แต่ผลสำรวจไม่ได้สะท้อนว่าประชาชนให้การรับรองพรรคอย่างท่วมท้น ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากแสดงความไม่พอใจต่อทั้งสองพรรค โดยในประเด็นเศรษฐกิจ นโยบายต่างประเทศ ระบบสาธารณสุข ภาษี และการอพยพ มีผู้ตอบประมาณ 2 ใน 10 คนระบุว่า ไม่มีพรรคใดมีความสามารถจัดการปัญหาเหล่านี้ได้ดีกว่าอีกฝ่าย
สำหรับประเด็นคอร์รัปชันของรัฐบาลและปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ตอบว่าไม่มีพรรคใดจัดการได้ดีกว่าอีกฝ่ายมีสัดส่วนมากขึ้นไปอีก อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงวันเลือกตั้ง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งกลุ่มที่ไม่เชื่อมั่นในทั้งสองพรรคส่วนใหญ่กลับเทคะแนนให้พรรคเดโมแครต
สาเหตุไม่ได้มาจากความนิยมอย่างล้นหลามของพรรค โดยมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพียงประมาณครึ่งหนึ่งเท่านั้นที่มีมุมมองค่อนข้างดี หรือดีมากต่อพรรคเดโมแครต ตัวเลขนี้สูงกว่าพรรครีพับลิกันซึ่งได้รับมุมมองในเชิงบวกจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งประมาณ 4 ใน 10 คน แต่ความแตกต่างก็ยังไม่มากนัก
นอกจากนี้ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งประมาณ 2 ใน 10 คนที่ลงคะแนนให้ผู้สมัครพรรคเดโมแครตยังมีมุมมองในทางลบต่อพรรคโดยรวม สิ่งที่เกิดขึ้นจึงดูเหมือนว่า ในสนามเลือกตั้งสำคัญหลายแห่ง ประชาชนเลือกผู้สมัครเดโมแครตเพราะต้องการความเปลี่ยนแปลงมากกว่าการสนับสนุนตัวพรรค
ตัวอย่างเช่น การเลือกตั้งวุฒิสภาในรัฐเมน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งส่วนใหญ่ที่ให้ความสำคัญกับการที่ผู้สมัครต้องมีประสบการณ์ที่เหมาะสม เลือกซูซาน คอลลินส์ วุฒิสมาชิกรีพับลิกันคนปัจจุบัน แต่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากกว่าให้ความสำคัญกับการนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงที่จำเป็น และคนกลุ่มนี้สนับสนุน ทรอย แจ็กสัน ผู้สมัครพรรคเดโมแครต
ผู้สมัครรีพับลิกันหลายคนมีจุดอ่อน
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือการที่ทรัมป์ให้การสนับสนุนผู้สมัครรีพับลิกันบางรายซึ่งไม่เป็นที่ยอมรับของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จนทำให้พื้นที่ที่เคยถือเป็นฐานเสียงปลอดภัยของพรรคกลับตกอยู่ในความเสี่ยง
หลังจากวุฒิสมาชิก ลินด์ซีย์ เกรแฮม จากรัฐเซาท์แคโรไลนา เสียชีวิตเมื่อเดือนกรกฎาคม ทรัมป์เลือก ดาร์ไลน์ เกรแฮม น้องสาวของวุฒิสมาชิกผู้ล่วงลับ ให้เข้าดำรงตำแหน่งแทน
จากนั้น ดาร์ไลน์ เกรแฮม ตัดสินใจลงสมัครเพื่อรักษาที่นั่งในวุฒิสภา แต่เผชิญปัญหาในการตอบคำถามด้านนโยบายต่างประเทศ ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในจุดแข็งของพี่ชาย
ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการแข่งขันวุฒิสภารัฐเซาท์แคโรไลนาประมาณ 6 ใน 10 คนมองว่า เธอขาดประสบการณ์ที่จำเป็นสำหรับการทำหน้าที่ในวุฒิสภา
ในรัฐเท็กซัส ระหว่างการเลือกตั้งขั้นต้นของพรรครีพับลิกัน ทรัมป์ตัดสินใจสนับสนุน เคน แพ็กซ์ตัน อัยการสูงสุดของรัฐ แทน จอห์น คอร์นิน วุฒิสมาชิกเจ้าของตำแหน่ง
แพ็กซ์ตันเผชิญข่าวอื้อฉาวหลายกรณี และเคยถูกสภาผู้แทนราษฎรเท็กซัสลงมติถอดถอน แม้ท้ายที่สุดจะไม่ถูกวุฒิสภาของรัฐลงโทษ
ผลสำรวจพบว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการแข่งขันวุฒิสภาเท็กซัสประมาณสองในสามมองว่า แพ็กซ์ตันไม่มีคุณลักษณะเหมาะสมที่จะเป็นวุฒิสมาชิก
ทรัมป์ให้ความสำคัญอย่างมากกับความจงรักภักดีของผู้สมัครรีพับลิกันต่อตัวเขาเอง แต่แนวทางดังกล่าวกลับสร้างผลเสียให้ผู้สมัครในหลายรัฐ
ที่รัฐนอร์ทแคโรไลนา เช่นเดียวกับอีกหลายรัฐ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งประมาณ 6 ใน 10 คนระบุว่า ไมเคิล วอตลีย์ ผู้สมัครวุฒิสภาพรรครีพับลิกันสนับสนุนทรัมป์มากเกินไป
ผู้มีสิทธิเลือกตั้งกลุ่มดังกล่าวจึงหันไปสนับสนุน รอย คูเปอร์ อดีตผู้ว่าการรัฐจากพรรคเดโมแครต และช่วยให้เขาคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งวุฒิสภา
ผลสำรวจโดยรวมจึงสะท้อนว่า ความพ่ายแพ้ของรีพับลิกันในการเลือกตั้งกลางเทอมปี 2026 ไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว แต่เป็นผลจากทั้งความไม่พอใจต่อทรัมป์ ปัญหาเงินเฟ้อและค่าครองชีพ ความกังวลเรื่องคอร์รัปชัน ความต้องการให้สภาคองเกรสตรวจสอบฝ่ายบริหารมากขึ้น ตลอดจนคุณภาพของผู้สมัครรีพับลิกันในหลายรัฐ
ขณะเดียวกัน แม้เดโมแครตจะเป็นผู้ชนะและกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส แต่ผลสำรวจก็ชี้ชัดว่า ชัยชนะดังกล่าวยังไม่ใช่การรับรองพรรคอย่างเต็มตัวจากประชาชน และผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากอาจเพียงเลือกเดโมแครตในฐานะตัวเลือกเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงจากรัฐบาลทรัมป์
ที่มา: Associated Press