หลังจากที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ แสดงความปรารถนาอีกครั้งที่จะครอบครองกรีนแลนด์ โดยมีท่าทีที่จุดประกายความเป็นไปได้ของการแทรกแซงทางทหารอีกครั้ง ทำให้เกิดความหวาดกลัวไปทั่วยุโรปและถูกประณามอย่างกว้างขวาง
แต่ในขณะที่การขยายอำนาจของสหรัฐฯ กลับมามีแรงผลักดันอีกครั้งภายใต้การนำของทรัมป์ แนวคิดที่ว่าสหรัฐฯ จะควบคุมดินแดนปกครองตนเองของเดนมาร์กแห่งนี้มีมานานก่อนที่ทรัมป์จะเข้ามาดำรงตำแหน่งแล้ว
กรีนแลนด์ตั้งอยู่ในตำแหน่งทางภูมิศาสตร์การเมืองเชิงยุทธศาสตร์ ระหว่างสหรัฐฯ และยุโรป และอยู่บนเส้นทางเดินเรือที่เรียกว่าช่องว่าง GIUK ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือระหว่างกรีนแลนด์ ไอซ์แลนด์ และสหราชอาณาจักร ที่เชื่อมต่ออาร์กติกกับมหาสมุทรแอตแลนติก
นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ รวมถึงน้ำมัน ก๊าซ และแร่ธาตุหายาก ทำให้มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์มากยิ่งขึ้น
ความสนใจของสหรัฐฯ ในกรีนแลนด์ย้อนกลับไปถึงศตวรรษที่ 19 เมื่อ วิลเลียม เอช. ซีเวิร์ด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศในขณะนั้น ซึ่งเพิ่งซื้ออะแลสกาจากรัสเซียในปี 1867 ได้เสนอแนวคิดที่จะซื้อกรีนแลนด์และไอซ์แลนด์จากเดนมาร์ก
แม้ว่าการซื้อขายจะไม่เกิดขึ้นจริง แต่สหรัฐฯ ก็ยังคงจับตามองเกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งนี้อยู่หลายครั้งตลอดประวัติศาสตร์
มาดูกันว่า ความพยายามของสหรัฐฯ ในอดีตในการครอบครองกรีนแลนด์เกิดขึ้นเมื่อไรและอย่างไรบ้าง
ปี 1867 – การซื้ออะแลสกา
ในช่วงหลายปีหลังสงครามกลางเมืองสิ้นสุดลง รัฐบาลของประธานาธิบดี แอนดรูว์ จอห์นสัน พยายามขยายอิทธิพลของสหรัฐฯ ในมหาสมุทรแปซิฟิก
หลังจากซื้ออะแลสกาจากรัสเซียได้สำเร็จในราคา 7.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 1867 วิลเลียม เอช. ซีเวิร์ด รัฐมนตรีต่างประเทศของจอห์นสัน ก็หันมาสนใจดินแดนอาร์กติกอื่น ๆ
เช่นเดียวกับ โรเบิร์ต เจ. วอล์กเกอร์ อดีตรัฐมนตรีคลังและผู้สนับสนุนการขยายอำนาจอย่างแข็งขัน ซึ่งเป็นผู้ช่วยเจรจาข้อตกลงอะแลสกา แนะนำให้สหรัฐฯ เพิ่มกรีนแลนด์และไอซ์แลนด์เข้าไปในบัญชีรายชื่อดินแดนของตน “โดยเฉพาะอย่างยิ่งไอซ์แลนด์
เขากล่าวในเวลานั้นว่า “เหตุผลนั้นเป็นเรื่องทางการเมืองและเชิงพาณิชย์” โดยเน้นย้ำถึงภูมิประเทศอันกว้างใหญ่และทรัพยากรแร่ธาตุของกรีนแลนด์
วอล์กเกอร์ระบุว่า “ชายฝั่งของกรีนแลนด์นั้นเว้าแหว่งด้วยอ่าวลึก อ่าวเล็ก ปากแม่น้ำ และฟยอร์ดมากกว่าประเทศอื่นใด บางแห่งอาจทอดยาวจากชายฝั่งตะวันตกไปจนถึงชายฝั่งตะวันออก ทำให้มีแนวชายฝั่งที่กว้างใหญ่ไพศาล และเป็นแหล่งประมงที่กว้างขวางและได้รับการปกป้องเป็นอย่างดี”
เขากล่าวต่อว่า “หินและธรณีวิทยาของกรีนแลนด์ นอกเหนือจากถ่านหินที่มีค่าที่ค้นพบแล้ว ยังบ่งชี้ถึงความมั่งคั่งทางแร่ธาตุมหาศาล”
เขาให้เหตุผลว่า การได้มาซึ่งกรีนแลนด์จะช่วยให้สหรัฐฯ “ควบคุมการค้าของโลก”
อย่างไรก็ตาม ไม่มีการยื่นข้อเสนออย่างเป็นทางการต่อเดนมาร์ก
ปี 1910 – เกาะแลกเกาะ
ในปี 1910 มอริซ ฟรานซิส อีแกน เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำเดนมาร์กในขณะนั้น ได้เขียนจดหมายถึงรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศในขณะนั้น โดยเสนอสิ่งที่เขาเรียกว่า “ข้อเสนอที่กล้าหาญอย่างยิ่ง”
อีแกนเสนอให้สหรัฐฯ มอบเกาะมินดาเนาของฟิลิปปินส์ ซึ่งขณะนั้นเป็นดินแดนของสหรัฐฯ ให้แก่เดนมาร์ก แลกกับกรีนแลนด์และหมู่เกาะอินเดียตะวันตกของเดนมาร์ก
อีแกนบอกว่า “อย่างที่คุณทราบ กรีนแลนด์เป็นดินแดนผูกขาดของเดนมาร์ก มันไม่เคยถูกใช้ประโยชน์เลย แม้ว่าชาวนอร์เวย์จะฉลาดพอที่จะมองเห็นศักยภาพของมัน เช่นเดียวกับที่พวกเขามองเห็นสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้กับโอกาสที่น้อยกว่าในไอซ์แลนด์”
ข้อเสนอนั้นไม่ได้ไปไกลกว่านั้น และด้วยสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่กำลังจะเกิดขึ้น ความสนใจของสหรัฐฯ จึงหันไปที่เรื่องอื่น
อย่างไรก็ตาม ไม่กี่ปีต่อมา สหรัฐฯ ได้ใช้ทองคำซื้อหมู่เกาะอินเดียตะวันตกของเดนมาร์ก (ปัจจุบันคือหมู่เกาะเวอร์จินของสหรัฐฯ) จากเดนมาร์กในราคา 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อป้องกันไม่ให้เกาะเหล่านั้นตกอยู่ภายใต้การควบคุมของเยอรมนี
ปี 1946 – ข้อเสนอ 100 ล้านดอลลาร์
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังจากเยอรมนีรุกรานเดนมาร์ก สหรัฐฯ ได้เข้ามารับผิดชอบการป้องกันกรีนแลนด์และจัดตั้งฐานทัพบนเกาะ
จากนั้นในปี 1946 หลังจากที่ได้พิจารณาเรื่องนี้มานานหลายทศวรรษ สหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดี แฮร์รี ทรูแมน ได้ยื่นข้อเสนออย่างเป็นทางการเพื่อซื้อกรีนแลนด์จากเดนมาร์ก
ข้อเสนอดังกล่าวเป็นความลับในขณะนั้น และถูกเปิดเผยต่อสาธารณะเป็นครั้งแรกในปี 1991 โดยหนังสือพิมพ์เดนมาร์กฉบับหนึ่ง 2 ทศวรรษหลังจากเอกสารถูกปลดชั้นความลับ
ในเดือน เม.ย. 1946 จอห์น ฮิกเกอร์สัน เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้เข้าร่วมการประชุมของคณะกรรมการวางแผนและยุทธศาสตร์ของคณะเสนาธิการร่วม และกล่าวว่า สมาชิกแทบทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่า สหรัฐฯ ควรพยายามซื้อกรีนแลนด์
ฮิกเกอร์สันกล่าวในบันทึกว่า “คณะกรรมการระบุว่าขณะนี้มีเงินมากมาย กรีนแลนด์ไม่มีค่าอะไรเลยสำหรับเดนมาร์ก และการควบคุมกรีนแลนด์เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยของสหรัฐฯ”
สงครามเย็นกำลังเริ่มต้น และสหรัฐฯ มองว่ากรีนแลนด์มีความสำคัญต่อความมั่นคงของชาติ
อย่างไรก็ตาม ฮิกเกอร์สันกล่าวว่า เขาได้บอกกับคณะกรรมการว่าเขาไม่แน่ใจว่าชาวเดนมาร์กจะต้องการขายเกาะนี้หรือไม่
ในบันทึกเพิ่มเติม วิลเลียม ซี. ทริมเบิล ผู้ช่วยหัวหน้าฝ่ายกิจการยุโรปเหนือของกระทรวงการต่างประเทศ ได้ประเมินราคาของเกาะนี้ โดยแนะนำให้สหรัฐฯ เสนอทองคำมูลค่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐแก่เดนมาร์ก
เขากล่าวว่า การซื้อกรีนแลนด์จะทำให้สหรัฐฯ มี “ฐานทัพอันมีค่าสำหรับการโจมตีตอบโต้ทางอากาศเหนือพื้นที่อาร์กติกในกรณีที่ถูกโจมตี”
เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ยังได้หารือเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนดินแดนที่อุดมไปด้วยน้ำมันในอะแลสกากับบางส่วนของกรีนแลนด์ แม้ว่าทริมเบิลจะกล่าวว่าเขาคิดว่าชาวเดนมาร์กจะไม่เปิดรับแนวคิดนี้มากนัก
เจมส์ ไบรน์ส รัฐมนตรีต่างประเทศในขณะนั้น ได้ยื่นข้อเสนออย่างเป็นทางการต่อ กุสตาฟ ราสมุสเซน รัฐมนตรีต่างประเทศเดนมาร์กที่มาเยือนนิวยอร์กเมื่อวันที่ 14 ธ.ค. 1946
เดนมาร์กไม่ต้องการขายกรีนแลนด์ อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ได้รับอนุญาตให้สร้างและดำเนินการฐานทัพทางทหารที่นั่น สหรัฐฯ มีฐานทัพหลายแห่ง แต่ได้ปิดไปทั้งหมดแล้ว ยกเว้นเพียงแห่งเดียว คือ ฐานทัพอวกาศปิตูฟิก ซึ่งเดิมชื่อฐานทัพอากาศทูเล
ในปี 1979 กรีนแลนด์ได้รับเอกราชจากการลงประชามติ ทำให้มีอำนาจปกครองตนเองมากขึ้นจากเดนมาร์ก
ยุคทรัมป์
รัฐบาลทรัมป์ได้จุดประกายความพยายามอีกครั้งที่จะเข้าซื้อเกาะแห่งนี้ และเพิ่มความรุนแรงในการข่มขู่ดินแดนของเดนมาร์ก
ทรัมป์แสดงความสนใจที่จะซื้อกรีนแลนด์เป็นครั้งแรกในสมัยแรกของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2019 โดยเปรียบเทียบการซื้อที่อาจเกิดขึ้นว่าเป็น “ข้อตกลงด้านอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่” แต่ความคิดนี้ถูกปฏิเสธอย่างรวดเร็วโดยทางการกรีนแลนด์และเดนมาร์ก ซึ่งยืนยันว่าเกาะนี้ไม่ได้มีไว้ขาย
หลังจากชนะการเลือกตั้งในปี 2024 ไม่นาน ทรัมป์ได้รื้อฟื้นข้อเสนอซื้อกรีนแลนด์ ซึ่งถูกปฏิเสธอีกครั้ง ทำให้เขาบอกว่า ไม่ได้ตัดความเป็นไปได้ที่จะใช้ปฏิบัติการทางทหารเพื่อเข้าควบคุมกรีนแลนด์
ระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมร่วมของรัฐสภาเมื่อต้นปี 2025 ทรัมป์ได้กล่าวขู่กรีนแลนด์ว่า “ผมคิดว่าเราจะได้มันมา ไม่ว่าด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง เราจะได้มันมา”
เรียบเรียงจาก CNN