สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงพนมเปญของกัมพูชา ระบุว่า กระแสการหายไปของชาวจีนจำนวนหนึ่งที่ถูกนำตัวเข้าศูนย์หลอกลวงทางไซเบอร์ในกรุงพนมเปญ เมื่อไม่นานมานี้ กำลังกลายเป็นอุปสรรคอย่างร้ายแรงต่อความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศพันธมิตร แถลงการณ์ระบุว่า เอกอัครราชทูตหวัง เหวินปินเรียกร้องให้รัฐบาลพนมเปญเพิ่มความเข้มงวดในการปราบปรามอุตสาหกรรมผิดกฎหมายดังกล่าวในระหว่างการพบหารือกับรัฐมนตรีระดับสูงของกัมพูชา
พร้อมรายงานอ้างคำกล่าวของเอกอัครราชทูตจีนที่ระบุว่า จีนมีความเป็นกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับกรณีล่าสุดหลายกรณีที่เกี่ยวข้องกับพลเมืองจีนที่สูญหายหรือหายตัวไปในกัมพูชา
“หวัง” เสริมว่า กรณีที่ก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อพลเมืองจีนส่วนใหญ่มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับขบวนการฉ้อโกงทางออนไลน์ โดยย้ำว่า สิ่งเหล่านี้ไม่สอดคล้องกับมิตรภาพอันดีงามระหว่างจีนและกัมพูชาที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน ด้านรัฐบาลกัมพูชาระบุว่ากำลังดำเนินการกวาดล้างปราบปรามอุตสาหกรรมที่ผิดกฎหมายดังกล่าว ซึ่งตามข้อมูลของสหประชาชาติหรือยูเอ็น (UN) ระบุว่า มีแรงงานเกี่ยวข้องกับขบวนการเหล่านี้ในกัมพูชาถึง อย่างน้อย 1 แสนคน ในช่วงแรก เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติจะมุ่งเป้าไปที่ผู้ใช้ภาษาจีนเป็นหลัก ก่อนะขยายการดำเนินงานไปยังภาษาอื่นเพื่อหลอกลวงเหยื่อทั่วโลก คิดเป็นมูลค่าความเสียหายหลายหมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี ผู้ที่ดำเนินการหลอกลวงเหล่านี้ บางส่วนเป็นมิจฉาชีพโดยสมัครใจ แต่บางส่วนเป็นชาวต่างชาติที่ถูกค้ามนุษย์ ถูกกักขังและถูกบังคับให้ทำงานภายใต้การข่มขู่ใช้ความรุนแรง
ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา จีนได้เร่งติดตามจับกุมบุคคลสำคัญในอุตสาหกรรมหลอกลวงออนไลน์ทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อนำตัวกลับไปดำเนินคดีในประเทศจีน ก่อนหน้านี้ รัฐบาลพนมเปญส่งตัว “เฉิน จื้อ” มหาเศรษฐีเชื้อสายจีนที่ถูกกล่าวหาว่าดำเนินการเครือข่ายหลอกลวงผ่านอินเทอร์เน็ตกลับไปยังจีน เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม "แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชันแนล" กล่าวหารัฐบาลกัมพูชาว่าเพิกเฉยโดยเจตนาต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยแก๊งอาชญากรรมไซเบอร์