จากกรณีการเสียชีวิตของ “วิชา รัตนภักดี” ชาวไทยวัย 84 ปี ถูกผลักล้มลงกระแทกพื้นอย่างรุนแรงในช่วงกลางวันที่ซานฟรานซิสโก สหรัฐฯ ก่อนเสียชีวิตระหว่างนำส่งโรงพยาบาล โดยเจ้าหน้าที่จับกุม อองตวน วัตสัน หนุ่มผิวสีวัย 19 ปี ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะส่งตัวดำเนินคดี โดยเขาไม่ให้การรับสารภาพว่ากระทำความผิด เมื่อเดือนมกราคม ปี 2021 นั้น
ล่าสุด สื่อต่างประเทศรายงานว่า คณะลูกขุนตัดสินว่า อองตวน วัตสัน ไม่มีความผิดข้อหาฆาตกรรมโดยเจตนา แต่มีความผิดในข้อหาที่เบากว่าคือ ฆาตกรรมโดยไม่เจตนา และทำร้ายร่างกาย
อัยการเขตซานฟรานซิสโก บรูก เจนกินส์ ปฏิเสธให้ความเห็น เนื่องจากอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะลูกขุน โดยคณะลูกขุนจะกลับมาประชุมอีกครั้งในวันที่ 26 มกราคม เพื่อพิจารณาปัจจัยเพิ่มโทษ และจะมีการกำหนดวันพิจารณาโทษหลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการพิจารณาในส่วนนี้ต่อไป
ย้อนกลับไปเมื่อเช้าวันที่ 28 มกราคม ปี 2021 วิชา รัตนภักดี ชายชาวไทยในสหรัฐฯ วัย 84 ปี กำลังเดินเล่นอยู่ในย่านแอนซาวิสทา ซานฟรานซิสโก ก่อนที่จะถูก อองตวน วัตสัน ชายชาวแอฟริกัน-อเมริกัน ที่ขณะนั้นอายุ 19 ปี วิ่งข้ามถนนและชนอย่างแรง จนนายวิชาล้มศีรษะฟาดพื้น ภายหลังถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลและเสียชีวิตจากภาวะเลือดออกในสมองในอีก 2 วันต่อมา
วัตสัน ให้การในศาลว่า ในขณะที่เกิดเหตุการณ์ทำร้ายร่างกายนั้น เขาอยู่ในสภาวะสับสนและโกรธจัด เขากล่าวว่าไม่ได้มีแรงจูงใจในการทำร้าย และไม่รู้ว่านายวิชาเป็นชาวเอเชียหรือเป็นผู้สูงอายุ
ด้าน มาโน ราจู ทนายความจากสำนักงานทนายความของรัฐประจำซานฟรานซิสโก ซึ่งเป็นตัวแทนของวัตสันในการว่าความ ได้แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของเหยื่อ และกล่าวว่าจำเลยสำนึกผิดอย่างเต็มที่ต่อความผิดพลาดของเขา
แม้ว่าจะไม่มีการตั้งข้อหาการก่ออาชญกรรมจากความเกลียดชัง แต่ครอบครัวของวิชาตั้งข้อสังเกตว่า เป็นเหตุทำร้ายร่างกายจากการเหยียดเชื้อชาติ และประเด็นนี้ไม่ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาในการพิจารณาคดี อัยการกล่าวว่า การดำเนินคดีในฐานความผิดนี้เป็นไปได้ยากหากขาดพยานหลักฐานที่เป็นคำให้การโดยตรงจากตัวผู้ต้องหา
ด้าน มณฑนัศ รัตนภักดี ลูกสาวของวิชา แสดงความผิดหวังต่อคำพิพากษาของศาล พร้อมมองว่า วัตสันแสดงความเพิกเฉยและไม่สำนึกผิดตลอดการพิจารณาคดี โดยเธอยืนยันความตั้งใจที่จะดำเนินการฟ้องร้องต่อไป และจะยังคงมุ่งมั่นสร้างความตระหนักรู้ในเรื่องการทารุณกรรมผู้สูงอายุและความปลอดภัยสาธารณะอย่างต่อเนื่องต่อไป
ที่มา: ABC News