สำนักข่าว CNN รายงานว่า แผนการหารือร่วมกันระหว่างกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ และสำนักข่าวกรองกลางสหรัฐฯ (CIA) จะให้ความสำคัญไปที่แนวทางการวางกำลังเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวในเวเนซุเอลา
แม้กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ จะรับบทบาทหลักในการดำเนินนโยบายด้านการทูตในเวเนซุเอลา แต่สิ่งจำเป็นเร่งด่วนอันดับแรกคือการจัดตั้งฐานปฏิบัติการ CIA ในเวเนซุเอลาเพื่อติดต่อกับรัฐบาลของรักษาการประธานาธิบดี เดลซี โรดริเกซ และพรรคการเมืองฝ่ายค้าน รวมทั้งจัดการกับบุคคลที่ 3 ที่อาจสร้างภัยคุกคาม
แต่ในระยะสั้น เจ้าหน้าที่สหรัฐฯอาจทำงานจากนอกฐานปฏิบัติการของ CIA ก่อนที่จะมีการเปิดใช้สถานเอกอัคราชทูตสหรัฐฯ ในเวเนซุเอลา อย่างเป็นทางการ
ที่ผ่านมา สหรัฐฯได้ส่งผู้อำนวยการ CIA หรือเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านข่าวกรองไปพบกับผู้นำประเทศต่าง ๆ หลายครั้งเพื่อหารือประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการรวบรวมข่าวกรองของสหรัฐฯ
โดย จอห์น แรตคลิฟฟ์ ผู้อำนวยการ CIA คนปัจจุบัน เป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนแรกของสหรัฐฯ ที่เดินทางเยือนเวเนซุเอลานับตั้งแต่การบุกจับกุมตัวอดีตประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร
ระหว่างการเดินทางเยือนดังกล่าว แรตคลิฟฟ์ได้ส่งสัญญาณให้คณะรัฐบาลชุดใหม่ของประเทศทราบว่า เวเนซุเอลาต้องไม่ถูกใช้เป็นแหล่งพักพิงของศัตรูสหรัฐฯ
โดยความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ CIA ในเวเนซุเอลาจะรวมถึงการส่งข้อมูลข่าวกรองที่เกี่ยวกับชาติคู่อริทั้งรัสเซีย จีน และ อิหร่านให้เจ้าหน้าที่เวเนซุเอลาได้รับทราบ
ขณะเดียวกัน นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่า เดลซี โรดริเกซ รักษาการประธานาธิบดีเวเนซุเอลา “ตระหนักดีถึงชะตากรรม” ของอดีตประธานาธิบดีมาดูโร
โดยรูบิโอย้ำว่า สหรัฐฯ ยังเชื่อมั่นว่าผลประโยชน์ของโรดริเกซเองสอดคล้องกับการผลักดันเป้าหมายหลักของสหรัฐ พร้อมย้ำเตือนว่า รัฐบาลวอชิงตันยังคงพร้อมสูงสุดที่จะใช้กำลังเพื่อให้แน่ใจว่าจะได้รับความร่วมมืออย่างดีที่สุดจากรัฐบาลรักษาการของเวเนซุเอลา หากวิธีการอื่นไม่ประสบความสำเร็จ
ท่าทีดังกล่าวของรูบิโอเกิดขึ้น หลังโรดริเกซส่งสัญญาณไม่ต้องการรับฟังคำสั่งจากรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งกำลังบงการเวเนซุเอลา
โดยเธอขอให้เวเนซุเอลาได้แก้ไขความแตกต่างและความขัดแย้งภายในด้วยตัวเอง และ “ไม่เอาแล้ว” กับการแทรกแซงจากมหาอำนาจต่างชาติ