ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ เตือนอิหร่านว่า เวลาในการเจรจาข้อตกลงเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์กำลังจะหมดลง หลังจากสหรัฐฯ เสริมกำลังทหาร และเรือรบในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียอย่างต่อเนื่อง พร้อมเสริมว่า กองเรือรบขนาดมหึมาของสหรัฐฯ นำโดยเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln เดินทางมาถึงตะวันออกกลางและคาดว่ากำลังปฏิบัติการอยู่ใกล้โอมาน
ทรัมป์”โพสต์ข้อความบน Truth Social ระบุว่า หวังว่าอิหร่านจะกลับมานั่งโต๊ะเจรจา และเห็นชอบในข้อตกลงอย่างรวดเร็ว และเป็นธรรม โดยปราศจากอาวุธนิวเคลียร์
พร้อมเสริมว่า กองกำลังทางเรือในอ่าวเปอร์เซียมีขนาดใหญ่กว่ากองกำลังที่ส่งไปเวเนซุเอลาก่อนที่กองทัพสหรัฐฯ จะเข้าจับกุม “นิโกลัส มาดูโร” อดีตผู้นำของเวเนซุเอลา
นอกจากนี้ยังระบุด้วยว่า กองกำลังดังกล่าวมีความพร้อม เต็มใจและมีความสามารถที่จะปฏิบัติภารกิจสายฟ้าแลบได้ด้วยความรวดเร็วและรุนแรง หากจำเป็น และเตือนว่า การโจมตีครั้งต่อไปจะรุนแรงกว่ามาก อย่าให้เรื่องนั้นเกิดขึ้นอีก โดยอ้างถึงการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านนิวเคลียร์ของอิหร่าน เมื่อเดือน มิ.ย. ปีที่แล้ว
การเดินทางมาถึงของกองเรือจู่โจมที่นำโดยเรือบรรทุกเครื่องบินเมื่อไม่นานมานี้ ทำให้จำนวนเรือรบของสหรัฐฯ ในภูมิภาคเพิ่มเป็น 10 ลำ ซึ่งหมายความว่าประธานาธิบดีทรัมป์มีอำนาจการยิงจำนวนมหาศาลอยู่ในมือ หากตัดสินใจโจมตีอิหร่าน
ขณะเดียวกัน อิหร่านได้ส่งเรือบรรทุกโดรน "ไอริส ชาฮิด บาเกห์รี" (IRIS Shahid Bagheri) ซึ่งเข้าประจำการเมื่อปีที่แล้ว ออกไปประจำการนอกชายฝั่งอิหร่าน
คำเตือนล่าสุดของประธานาธิบดีทรัมป์มีขึ้น หลังจากเคยให้คำมั่นว่ารัฐบาลวอชิงตันจะเข้าแทรกแซงเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปราบปรามการประท้วงอย่างโหดร้ายรุนแรงและไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในอิหร่าน จนทำให้มีผู้เสียชีวิตที่ได้รับการยืนยันแล้ว 6,301 คน เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา
ด้าน อับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน ตอบโต้ว่า อิหร่านยินดีกับข้อตกลงนิวเคลียร์ที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน ยุติธรรมและเท่าเทียม บนพื้นฐานของความเสมอภาคและปราศจากการบีบบีงคับ การคุกคามและข่มขู่ ซึ่งรับประกันสิทธิของอิหร่านในการใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อสันติและรับรองว่าไม่มีการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์
พร้อมเสริมว่า อาวุธดังกล่าวไม่มีที่ยืนในหลักการด้านความมั่นคงของอิหร่าน และไม่เคยแสวงหาเพื่อให้ได้มาด้วย
นอกจากนี้ยังระบุด้วยว่า กองกำลังติดอาวุธของอิหร่านวาง “นิ้วอยู่บนไกปืน” โดยอยู่ในภาวะพร้อมรบและพร้อมตอบโต้อย่างทันทีและรุนแรงต่อการรุกรานใด ๆ ทั้งทางบกหรือทางทะเล
อิหร่านยืนยันว่าโครงการนิวเคลียร์มีวัตถุประสงค์เพื่อสันติเท่านั้นและปฏิเสธข้อกล่าวหาจากสหรัฐฯ และพันธมิตรว่าอิหร่านพยายามพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์มาโดยตลอด
ทั้งนี้ ภายใต้ข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2015 กับประเทศมหาอำนาจ อิหร่านไม่ได้รับอนุญาตให้เสริมสมรรถนะยูเรเนียมเกินระดับความบริสุทธิ์ 3.67% ซึ่งเป็นระดับที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชิงพาณิชย์ และไม่อาจดำเนินการเสริมสมรรถนะใด ๆ ที่โรงงานฟอร์โดเป็นเวลา 15 ปี
อย่างไรก็ตาม หลังทรัมป์ถอนตัวจากข้อตกลงดังกล่าวในปี 2018 ระหว่างดำรงตำแหน่งสมัยแรก ทำให้เตหะรานตอบโต้ด้วยการละเมิดข้อจำกัดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการผลิตยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ ซึ่งสามารถใช้เป็นเชื้อเพลิงเครื่องปฏิกรณ์และอาวุธนิวเคลียร์ได้