อับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ และอิหร่าน เตรียมจัดการเจรจาต่อไป หลังจากการหารือในโอมานเมื่อวันที่ 6 ก.พ. เป็นไปได้ด้วยดี ท่ามกลางวิกฤตความตึงเครียดที่เพิ่มความกังวลถึงเป็นไปได้ของความขัดแย้งระหว่างสองประเทศ
นอกจากนี้ยังระบุด้วยว่า การเจรจาที่มีผู้ไกล่เกลี่ยครั้งนี้ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีและเป็นการหารือในเฉพาะประเด็นนิวเคลียร์เท่านั้น
พร้อมเสริมว่า ระหว่างสองฝ่ายยังมีบรรยากาศแห่งความไม่ไว้วางใจ ซึ่งจำเป็นต้องขจัดให้หมดไป และรายละเอียดเกี่ยวกับการเจรจารอบต่อไปจะมีการตัดสินใจในภายหลัง
อารักชีเป็นผู้นำคณะผู้แทนฝ่ายอิหร่าน ส่วนสหรัฐฯ นำโดย สตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษ และ จาเร็ด คุชเนอร์ ลูกเขยของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ
ก่อนการเจรจา เจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ กล่าวว่า ต้องการหารือเกี่ยวกับโครงการขีปนาวุธพิสัยไกลของอิหร่าน และการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในภูมิภาค ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างมากในจุดยืนของทั้ง 2 ประเทศ
อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายมองว่า แม้จะมีแนวโน้มที่จะมีการหารือเพิ่มเติม แต่ยังไม่ชัดเจนว่าจะสามารถบรรลุข้อตกลงได้หรือไม่ เนื่องจากความเห็นต่างในประเด็นสำคัญยังคงมีอยู่
การหารือดังกล่าวมีขึ้นท่ามกลางฉากหลังของการเสริมกำลังทหารของสหรัฐฯ รวมถึงกองเรือรบขนาดมหึมาในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อตอบโต้รัฐบาลเตหะรานที่ปราบปรามการประท้วงทั่วประเทศด้วยความรุนแรง ซึ่งกลุ่มสิทธิมนุษยชนรายงานว่า ส่งผลทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 6,941 คน และเตือนว่าตัวเลขจริงอาจสูงกว่านี้มาก พร้อมทั้งระบุว่า มีผู้ถูกจับกุมมากกว่า 50,000 คน
ขณะที่อิหร่านประกาศว่าจะตอบโต้การโจมตีด้วยกำลัง พร้อมขู่ว่าจะโจมตีทรัพย์สินทางทหารของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางและอิสราเอล
ทั้งนี้ การหารือดังกล่าวเป็นการเจรจาระหว่างเจ้าหน้าที่สหรัฐและอิหร่านครั้งแรก นับตั้งแต่ก่อนเกิดสงครามระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน เมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว ซึ่งขณะนั้นสหรัฐฯ ทิ้งระเบิดถล่มโรงงานนิวเคลียร์หลัก 3 แห่งของอิหร่าน จนได้รับความเสียหายอย่างหนัก