กลุ่มพลเมืองสหรัฐฯ และองค์กรด้านสิทธิผู้อพยพได้ยื่นฟ้องร้องเพื่อคัดค้านคำสั่งระงับการดำเนินการขอวีซ่าผู้พำนักถาวรจาก 75 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย ของรัฐบาลประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์
เอกสารการฟ้องร้องซึ่งยื่นเมื่อวันที่ 2 ก.พ. ที่ผ่านมา ระบุว่า รัฐบาลทรัมป์ใช้เรื่องเล่าเท็จเพื่อสร้างความชอบธรรมในการระงับการดำเนินการขอวีซ่า ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อจำกัดที่สำคัญที่สุดเกี่ยวกับการเข้าเมืองอย่างถูกกฎหมายในประวัติศาสตร์ของประเทศสหรัฐฯ
ศูนย์กฎหมายการเข้าเมืองแห่งชาติ หนึ่งในกลุ่มที่สนับสนุนการยื่นฟ้องร้อง ระบุว่า “นโยบายดังกล่าวเป็นการห้ามการเข้าเมืองอย่างถูกกฎหมายโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายโดยอิงตามสัญชาติ และเป็นชุดกฎเกณฑ์ใหม่ที่เลือกปฏิบัติและไม่ชอบด้วยกฎหมายเกี่ยวกับภาระสังคม ซึ่งลิดรอนครอบครัวและคนทำงานจากกระบวนการที่กฎหมายรับรอง”
คำร้องเรียนความยาว 106 หน้า ยังกล่าวหาเพิ่มเติมว่า “ฝ่ายบริหารของทรัมป์อาศัยข้อกล่าวอ้างที่ไม่มีหลักฐานสนับสนุนและเป็นเท็จอย่างชัดเจนว่า พลเมืองของประเทศที่ได้รับผลกระทบอพยพเข้ามาในสหรัฐฯ เพื่อพึ่งพาเงินสวัสดิการอย่างไม่เหมาะสม และมีแนวโน้มที่จะกลายเป็น ‘ภาระของสังคม’”
ด้านกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้อธิบายว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นการ “ระงับ” การดำเนินการขอวีซ่าผู้พำนักถาวรสำหรับ “ประเทศที่ผู้อพยพได้รับสวัสดิการจากประชาชนชาวอเมริกันในอัตราที่ยอมรับไม่ได้”
กระทรวงฯ ไม่ได้เปิดเผยเกณฑ์ที่ใช้ในการพิจารณาว่าประเทศใดบ้างที่จะถูกเพิ่มเข้าไปในรายชื่อ
วีซ่าประเภทที่ไม่ใช่ผู้อพยพถาวร เช่น วีซ่าธุรกิจและวีซ่าท่องเที่ยว ยังคงได้รับการยกเว้น
กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวในเดือน ม.ค. ว่า “การระงับการรับผู้อพยพจะยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไปจนกว่าสหรัฐฯ จะมั่นใจได้ว่าผู้อพยพใหม่จะไม่ดึงเอาความมั่งคั่งไปจากประชาชนชาวอเมริกัน”
องค์กรและบุคคลมากกว่าสิบรายที่เป็นโจทก์ในคดีฟ้องร้อง รวมถึงองค์กรทางกฎหมายอีก 7 แห่งที่ให้การสนับสนุน ต่างโต้แย้งว่า นโยบายของรัฐบาลใช้เหตุผลที่เรียกว่า “ภาระสังคม” ในการไม่อนุญาตให้เข้าประเทศอย่างไม่ถูกต้อง ซึ่งระบุไว้ในพระราชบัญญัติคนเข้าเมืองและสัญชาติ (INA)
พวกเขาโต้แย้งว่า บทบัญญัติดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อการพิจารณาเป็นรายบุคคลว่าบุคคลนั้นมีความเสี่ยงที่จะ “พึ่งพาภาครัฐเป็นหลักและถาวรในการดำรงชีพ” หากได้รับสถานะผู้อพยพ
ในทางกลับกัน พวกเขากล่าวว่า ฝ่ายบริหารของทรัมป์กำลังละเมิดบทบัญญัติอีกข้อหนึ่งของกฎหมายคนเข้าเมือง (INA) ซึ่งระบุว่า “บุคคลใดจะไม่ได้รับสิทธิพิเศษหรือความสำคัญ หรือถูกเลือกปฏิบัติในการออกวีซ่าคนเข้าเมืองเนื่องจากเชื้อชาติ เพศ สัญชาติ สถานที่เกิด หรือสถานที่อยู่อาศัย”
นอกจากนี้ พวกเขายังโต้แย้งว่า ฝ่ายบริหารตีความคำว่า “ภาระสังคม” กว้างเกินไป
ฮาซัน ชาฟิกุลลาห์ ทนายความผู้ดูแลด้านการเข้าเมืองของสมาคมช่วยเหลือทางกฎหมาย กล่าวว่า นโยบายของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ นั้น “เป็นการกระทำโดยพลการ ผิดกฎหมาย และเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อครอบครัวที่ปฏิบัติตามกฎและเพียงต้องการกลับมาอยู่ร่วมกับคนที่พวกเขารัก”
ทนายความคนอื่น ๆ ที่สนับสนุนคดีนี้เน้นย้ำว่า นโยบายดังกล่าวส่งผลกระทบต่อผู้คนจากแอฟริกา ตะวันออกกลาง เอเชียใต้และเอเชียกลาง และยุโรปตะวันออกอย่างไม่เป็นสัดส่วน
บาเฮอร์ อัซมี ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายของศูนย์เพื่อสิทธิรัฐธรรมนูญ กล่าวหาว่าฝ่ายบริหารของทรัมป์อาศัยข้ออ้างที่เห็นได้ชัดว่าเป็นการกล่าวอ้างเพื่อเอาเปรียบครอบครัวที่ไม่ใช่คนผิวขาวที่ได้รับผลประโยชน์โดยไม่สมควร
“รัฐสภาและรัฐธรรมนูญห้ามการใช้แนวคิดความเหนือกว่าของคนผิวขาวเป็นเหตุผลในการกำหนดนโยบายการเข้าเมือง” อัซมีกล่าว
คดีฟ้องร้องยังชี้ให้เห็นถึงคำกล่าวที่ “ไม่เป็นธรรมและดูหมิ่น” ของทรัมป์และเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารเกี่ยวกับผู้อพยพที่อาจได้รับสวัสดิการจากรัฐ
นอกจากนี้ยังระบุว่า ผู้อพยพส่วนใหญ่ไม่มีสิทธิ์ได้รับความช่วยเหลือจากโครงการต่าง ๆ ของรัฐบาล แต่กลับต้องจ่ายภาษีระดับท้องถิ่น รัฐ และรัฐบาลกลาง
ทั้งนี้ โอกาสความสำเร็จของคดีฟ้องร้องใหม่นี้ ยังคงไม่ชัดเจน
ที่ผ่านมา ฝ่ายโจทก์เคยได้รับชัยชนะหลายครั้งในการระงับชั่วคราวในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเข้าเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวข้องกับการที่ทรัมป์ใช้กฎหมายว่าด้วยบุคคลต่างด้าวที่เป็นศัตรูของรัฐ (Alien Enemies Act of 1798) เพื่อเนรเทศสมาชิกแก๊งที่ถูกกล่าวหาอย่างรวดเร็ว และความพยายามของเขาที่จะยุติสิทธิการเป็นพลเมืองโดยกำเนิด
อย่างไรก็ตาม ในปี 2018 ศาลฎีกาสหรัฐฯ ที่มีผู้พิพากษาฝ่ายอนุรักษ์นิยมเป็นส่วนใหญ่ ได้มีคำตัดสินด้วยคะแนนเสียง 5 ต่อ 4 เสียง ยืนยันคำสั่งทรัมป์ที่ห้ามการออกวีซ่าสำหรับประเทศที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิมหลายประเทศ รวมถึงอิหร่าน ลิเบีย โซมาเลีย ซีเรีย และเยเมน
ในคำตัดสินปี 2018 ผู้พิพากษาส่วนใหญ่ตัดสินว่าประธานาธิบดีมีดุลยพินิจอย่างกว้างขวางในการจำกัดการเข้าประเทศของบุคคลต่าง ๆ ในสหรัฐฯ โดยในขณะนั้น รัฐบาลทรัมป์อ้างถึง “ความกังวลด้านความมั่นคงแห่งชาติ” แทนที่จะใช้ข้ออ้างเรื่อง “ภาระสังคม”
เรียบเรียงจาก Al Jazeera