จากกรณีที่สำนักข่าว Fox News รายงานว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมระงับกระบวนการขอวีซ่าเข้าประเทศจาก 75 ประเทศทั่วโลก โดยที่รวมถึง “ประเทศไทย” ด้วยนั้น
ทางทำเนียบขาวได้ออกมายืนยันว่า “เป็นความจริง” โดยระบุว่า รัฐบาลทรัมป์จะระงับการดำเนินการขอวีซ่าผู้พำนักถาวร (Immigrant Visa) จาก 75 ประเทศ จนกว่าสหรัฐฯ จะมั่นใจได้ว่าผู้อพยพที่เข้ามาจะไม่เป็นภาระของสังคมหรือเอาเปรียบผู้เสียภาษีชาวอเมริกัน
ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า กระทรวงฯ จะระงับการดำเนินการขอวีซ่าผู้พำนักถาวรจาก 75 ประเทศ เนื่องจากผู้ย้ายถิ่นฐานเหล่านั้นได้รับสวัสดิการจากประชาชนชาวอเมริกันในอัตราที่ยอมรับไม่ได้ การระงับนี้จะมีผลจนกว่าสหรัฐฯ จะมั่นใจได้ว่าผู้ย้ายถิ่นฐานใหม่จะไม่เอาเปรียบความมั่งคั่งของประชาชนชาวอเมริกัน
“การระงับนี้ส่งผลกระทบต่อหลายสิบประเทศ รวมถึงโซมาเลีย เฮติ อิหร่าน และเอริเทรีย ซึ่งผู้ย้ายถิ่นฐานจากประเทศเหล่านี้มักกลายเป็นภาระของสังคมสหรัฐฯ เมื่อเดินทางมาถึง เรากำลังดำเนินการเพื่อให้แน่ใจว่าความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของประชาชนชาวอเมริกันจะไม่ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดอีกต่อไป รัฐบาลทรัมป์จะยึดหลัก ‘อเมริกามาก่อน’ เสมอ” กระทรวงฯ กล่าว
นอกจากนี้ กระทรวงฯ ยังประกาศว่า “ถ้าคุณมาสหรัฐฯ เพื่อปล้นชาวอเมริกัน ประธานาธิบดีทรัมป์จะจับคุณเข้าคุกและส่งคุณกลับไปยังที่ที่คุณจากมา”
ส่วนในหน้าเว็บไซต์ของกระทรวงฯ ได้เปิดเผยรายละเอียดของคำสั่งดังกล่าวแล้ว
โดยระบุว่า “ประธานาธิบดีทรัมป์ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า ผู้ย้ายถิ่นฐานต้องสามารถพึ่งพาตนเองทางการเงินได้ และต้องไม่เป็นภาระทางการเงินแก่ชาวอเมริกัน กระทรวงการต่างประเทศกำลังทบทวนนโยบาย กฎระเบียบ และแนวทางปฏิบัติทั้งหมดอย่างละเอียด เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ย้ายถิ่นฐานจากประเทศที่มีความเสี่ยงสูงเหล่านี้จะไม่ต้องพึ่งพาสวัสดิการในสหรัฐอเมริกา หรือกลายเป็นภาระของสังคม”
กระทรวงฯ เสริมว่า “ตั้งแต่วันที่ 21 ม.ค. 2026 กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ จะระงับการออกวีซ่าให้กับผู้ขอวีซ่าเข้าเมืองที่เป็นพลเมืองของประเทศต่อไปนี้”
- อัฟกานิสถาน
- อัลบาเนีย
- แอลจีเรีย
- แอนติกาและบาร์บูดา
- อาร์เมเนีย
- อาเซอร์ไบจาน
- บาฮามาส
- บังกลาเทศ
- บาร์เบโดส
- เบลารุส
- เบลีซ
- ภูฏาน
- บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา
- บราซิล
- พม่า
- กัมพูชา
- แคเมรูน
- เคปเวอร์เด
- โคลอมเบีย
- โกตดิวัวร์
- คิวบา
- สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก
- โดมินิกา
- อียิปต์
- เอริเทรีย
- เอธิโอเปีย
- ฟิจิ
- แกมเบีย
- จอร์เจีย
- กานา
- เกรนาดา
- กัวเตมาลา
- กินี
- เฮติ
- อิหร่าน
- อิรัก
- จาเมกา
- จอร์แดน
- คาซัคสถาน
- โคโซโว
- คูเวต
- สาธารณรัฐคีร์กีซ
- ลาว
- เลบานอน
- ไลบีเรีย
- ลิเบีย
- มอลโดวา
- มองโกเลีย
- มอนเตเนโกร
- โมร็อกโก
- เนปาล
- นิการากัว
- ไนจีเรีย
- มาซิโดเนียเหนือ
- ปากีสถาน
- สาธารณรัฐคองโก
- รัสเซีย
- รวันดา
- เซนต์คิตส์และเนวิส
- เซนต์ลูเซีย
- เซนต์วินเซนต์และเกรนาดีนส์
- เซเนกัล
- เซียร์ราลีโอน
- โซมาเลีย
- ซูดานใต้
- ซูดาน
- ซีเรีย
- แทนซาเนีย
- ไทย
- โตโก
- ตูนิเซีย
- ยูกันดา
- อุรุกวัย
- อุซเบกิสถาน
- เยเมน
กระทรวงฯ ระบุว่า ผู้ขอวีซ่าผู้พำนักถาวรที่เป็นพลเมืองของประเทศที่ได้รับผลกระทบสามารถยื่นใบสมัครขอวีซ่าและเข้ารับการสัมภาษณ์ได้ และกระทรวงฯ จะยังคงกำหนดตารางนัดหมายให้กับผู้สมัครต่อไป แต่จะไม่มีการออกวีซ่าผู้พำนักถาวรให้กับพลเมืองเหล่านี้ในช่วงเวลาที่ระงับนี้
สำหรับผู้ขอวีซ่าที่ถือ 2 สัญชาติ และมีหนังสือเดินทางที่ถูกต้องของประเทศที่ไม่ได้ระบุไว้ข้างต้น จะได้รับการยกเว้นจากการระงับนี้
สำหรับผลกระทบต่อผู้ที่มีวีซ่าผู้พำนักถาวรอยู่แล้ว กระทรวงฯ ระบุว่า ไม่มีวีซ่าผู้พำนักถาวรใดถูกเพิกถอนอันเป็นส่วนหนึ่งของคำแนะนำนี้
กระทรวงฯ ย้ำว่า ข้อกำหนดนี้ใช้เฉพาะกับผู้ขอวีซ่าผู้พำนักถาวรเท่านั้น วีซ่าท่องเที่ยวเป็นวีซ่าประเภทที่ไม่ใช่ผู้พำนักถาวร
เรียบเรียงจาก US Department of State