หน่วยบัญชาการภาคกลาง (CENTCOM) เปิดเผยข้อมูลอาวุธยุทโธปกรณ์ของสหรัฐฯ ที่ใช้ในปฏิบัติการ "Epic Fury" ในการโจมตีอิหร่านรอบใหม่ ในห้วงระยะเวลา 48 ชั่วโมงแรก ตั้งแต่ปฏิบัติการนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา
ปฏิบัติการนี้มีการโจมตีเป้าหมายของอิหร่านมากกว่า 1,000 เป้าหมาย ด้วยการใช้ขีปนาวุธโทมาฮอว์กที่ปล่อยจากเรือ เครื่องบินทิ้งระเบิดหนักทางยุทธศาสตร์แบบล่องหน B-2 "สปิริต" ที่ขนระเบิดขนาด 2,000 ปอนด์
รวมไปถึงโดรนสัญชาติอเมริกันที่ผลิตขึ้นมาภายหลังการเปิดตัวของ "ชาเฮด" โดรนสัญชาติอิหร่านที่ถูกใช้โดยอิหร่าน และในสงครามรัสเซีย-ยูเครนมาก่อน ซึ่งโดรนของสหรัฐฯ เหล่านี้ เป็นการเอาคืนอิหร่าน ด้วยการสร้างบนดีไซน์ของอิหร่านเอง
นอกจากเครื่องบินทิ้งระเบิดหนักทางยุทธศาสตร์ ยังมีเครื่องบินขับไล่พหุภารกิจแบบ F-35 "ไลต์นิง 2" และ F-22 "แรปเตอร์" ซึ่งเป็นเครื่องบินขับไล่ในยุคที่ 5 พร้อมด้วยเครื่องบินขับไล่อื่น ๆ ในยุคที่ 4 อย่าง F-16 และ F-18 พร้อมด้วยเครื่องบินสนับสนุนทางอากาศแบบใกล้ชิด A-10 อีกด้วย
ขณะเดียวกัน เครื่องบินรบที่ได้รับการจับตามองว่าเป็นตัวเปิดช่องในการเข้าโจมตีอิหร่าน ด้วยการทำสงครามอิเล็กทรอนิกส์ รบกวนการตรวจจับของเรดาร์สัญชาติจีนของอิหร่านก็ถูกลิสต์ขึ้นมาด้วยเช่นกันคือ EA-18G "กราวเลอร์" ที่มีรายงานว่า ก่อกวนสัญญาณการตรวจจับเรดาร์อิหร่าน จนไม่สามารถตรวจจับและระบุเป้าหมายเครื่องบินของสหรัฐฯ ได้
นั่นรวมถึง "เรดาร์จีน" ที่อิหร่านใช้ ซึ่งมีการระบุขีดความสามารถว่า สามารถตรวจจับเครื่องบินล่องหนอย่าง F-35 ได้ แต่ในรอบนี้ สหรัฐฯ แก้เกมด้วยการส่งเจ้ากราวเลอร์ก่อกวน จนสามารถเปิดทางเข้าโจมตีเป้าหมายในอิหร่านได้
ส่วนเครื่องบินเตือนภัยล่วงหน้าและควบคุมทางอากาศ ถูกใช้เพื่อการตรวจจับและติดตามเป้าหมายที่จะส่งข้อมูลแบบเรียลไทม์ให้กับเครื่องบินขับไล่
นอกจากนี้ ยังมีการใช้งาน "ไฮมาร์ส" ระบบยิงจรวดปืนใหญ่หลายลำกล้องเคลื่อนที่เร็ว และมีการใช้งาน "ขีดความสามารถพิเศษที่พวกเราไม่สามารถระบุได้" หรือ "special capabilities we can't list here!" ที่ทาง CENTCOM ไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้
ระบบอาวุธทางอากาศที่สหรัฐฯ ใช้งานนั้น สร้างความเหนือกว่าให้กับสหรัฐฯ ในการครองน่านฟ้าในพื้นที่การสู้รบ