นับตั้งแต่สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านภายใต้ปฏิบัติการ “Epic Fury” เมื่อวันที่ 28 ก.พ. สหรัฐฯ ได้อาศัยการโจมตีทางอากาศและทางทะเลเป็นหลัก โดยยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการบุกโจมตีทางบก แต่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ก็ไม่ได้ตัดความเป็นไปได้นั้นทิ้งไป
เมื่อถูกถามโดยตรงว่ากองทัพสหรัฐฯ จะถูกส่งไปประจำการในอิหร่านหรือไม่ ทรัมป์กล่าวว่าเขาจะ “ไม่พูดว่าไม่มีทาง” พร้อมเสริมว่ารัฐบาลจะทำ “ทุกอย่างที่จำเป็น”
ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า การโจมตีทางอากาศเพียงอย่างเดียวไม่น่าจะยุติโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านได้อย่างถาวร ซึ่งเตหะรานยืนยันว่าโครงการดังกล่าวมีลักษณะสันติมาโดยตลอด
คริสโตเฟอร์ เพรเบิล นักวิจัยอาวุโสประจำศูนย์สติมสัน กล่าวว่า “คุณไม่สามารถทำลายหรือกำจัดศักยภาพด้านนิวเคลียร์ของประเทศใด ๆ ได้ พวกเขามีความสามารถที่จะสร้างใหม่ได้เสมอ”
อย่างไรก็ตาม หากสหรัฐฯ ส่งกองกำลังภาคพื้นดินไป ความท้าทายนั้นจะมีขนาดใหญ่มาก ไม่ว่าเป้าหมายของทรัมป์จะเป็นการโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ ขีปนาวุธ หรือการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของอิหร่านก็ตาม
“ความแตกต่าง หากคุณเปรียบเทียบอิหร่านกับอิรักในปี 2003 คือ อิหร่านเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่กว่าอิรักในเวลานั้นถึง 3-4 เท่า” เพรเบิลกล่าว
เขาเสริมว่า “สหรัฐฯ ไม่เคยมีกำลังทหารเพียงพอในอิรักเพื่อทำให้ประเทศสงบสุขได้อย่างสมบูรณ์ และปัจจุบันสหรัฐฯ ก็ไม่มีกำลังทหารมากพอที่จะป้องกันไม่ให้ประเทศขนาดใหญ่อย่างอิหร่านตกอยู่ในความวุ่นวายได้”
การโจมตีอิรักของสหรัฐฯ ในปี 2003 โค่นล้มผู้นำ ซัดดัม ฮุสเซน ได้ภายในไม่กี่สัปดาห์ แต่การยึดครองในเวลาต่อมากลับกลายเป็นการก่อความไม่สงบที่กินเวลานานหลายปี ซึ่งต้องใช้กำลังทหารอเมริกันมากกว่า 150,000 นายในช่วงสูงสุด
ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ปฏิบัติการภาคพื้นดินใด ๆ ก็ตามจะเป็นเรื่องยากอย่างยิ่ง
“มันจะทำให้ภารกิจของสหรัฐฯ ในอิรักดูง่ายไปเลยเมื่อเทียบกัน และแน่นอนว่า ภารกิจในอิหร่านนั้นไม่ง่ายเลย มันจะมีค่าใช้จ่ายสูงมากและอาจยืดเยื้อยาวนานมาก ส่วนใหญ่สำหรับประชาชนชาวอิหร่าน แต่ก็รวมถึงทหารอเมริกันด้วย” เพรเบิลกล่าว
เรียบเรียงจาก Al Jazeera