โฆษกกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) เปิดเผยว่า อิหร่านใช้กำลังรบประมาณ 60% ของศักยภาพการโจมตีทั้งหมด เพื่อมุ่งเป้าไปที่ฐานทัพและผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง ขณะที่อีก 40% มุ่งโจมตีเป้าหมายของอิสราเอล
อาลี โมฮัมหมัด นาเอนี โฆษก IRGC กล่าวผ่านโทรทัศน์ว่า ศักยภาพการโจมตีของอิหร่าน ทั้งขีปนาวุธและปฏิบัติการโดรน ถูกใช้โจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และผลประโยชน์สำคัญของสหรัฐฯ ในภูมิภาคเป็นหลัก
นาเอนี ระบุว่า อิหร่านมองว่าสหรัฐฯ เป็นศัตรูหลักในสงครามครั้งนี้ จึงให้ความสำคัญเป็นเป้าหมายอันดับแรก พร้อมกล่าวว่าสหรัฐฯ ได้ตั้งฐานทัพในภูมิภาคนี้มานานกว่า 70 ปี
นอกจากนี้ นาเอนี ยังอ้างว่า อิหร่านสามารถยิงสกัดโดรนที่มุ่งหน้าเข้ามาได้ 80 ลำ ซึ่งรวมถึงโดรนสหรัฐฯ รุ่น MQ-9 Reaper จำนวน 3 ลำ และโดรนอิสราเอลอีก 74 ลำ
โฆษก IRGC ยืนยันว่า คลังอาวุธของอิหร่านยังคงพร้อมสำหรับสงครามขนาดใหญ่และยืดเยื้อ โดยประกอบด้วย ขีปนาวุธหนัก ขีปนาวุธพิสัยไกล ขีปนาวุธร่อน โดรนหลากหลายชนิด และเรือจู่โจม พร้อมระบุว่า อิหร่านถือว่าฐานทัพของสหรัฐฯ ในภูมิภาคเป็นเป้าหมายการโจมตีโดยชอบธรรม
ขณะเดียวกัน กระทรวงกลาโหมของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เปิดเผยว่า ประเทศของตนเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากกระสุนและโดรนของอิหร่านที่ถูกยิงไปยังรัฐอาหรับ โดยตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มต้น เจ้าหน้าที่สามารถตรวจจับ ขีปนาวุธพิสัยไกลมากกว่า 230 ลูก และโดรนมากกว่า 1,400 ลำ
ที่มา: CNN