รายงานของศูนย์วิจัยยุทธศาสตร์และนานาชาติศึกษา (CSIS) ในสหรัฐฯ และสำนักข่าว BBC ของอังกฤษ ระบุว่า การโจมตีของอิหร่านต่อฐานทัพ ที่สหรัฐฯ ใช้งานในภูมิภาคตะวันออกกลาง สร้างความเสียหายราว 800 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 26,000 ล้านบาทในช่วง 2 สัปดาห์แรกของสงครามแต่ขอบเขตความเสียหายทั้งหมดจากการโจมตีของอิหร่านต่อทรัพย์สินของสหรัฐฯ ในภูมิภาคดังกล่าว ยังไม่เป็นที่ชัดเจน ตัวเลขความเสียหายนี้ถือว่าสูงกว่าที่เคยมีการรายงานก่อนออกมาก่อนหน้านี้
สะท้อนให้เห็นถึงต้นทุนสูงมากที่ “วอชิงตัน” ต้องแบกรับ ในขณะที่ความขัดแย้งยืดเยื้อออกไป
รายงานระบุว่าการโจมตีตอบโต้ของอิหร่านส่วนใหญ่พุ่งเป้าไปที่ระบบป้องกันภัยทางอากาศและระบบสื่อสารผ่านดาวเทียมของสหรัฐฯ รวมถึง ทรัพย์สินอื่น ๆ ในจอร์แดน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และประเทศอื่น ๆ ทั่วตะวันออกกลาง
ความเสียหายส่วนสำคัญ เกิดจากการโจมตีเรดาห์ของระบบป้องกันขีปนาวุธ Thaad ของสหรัฐฯ ที่ฐานทัพอากาศแห่งหนึ่งในจอร์แดน โดยระบบเรดาห์ AN/TPY-2 ระบบป้องกันภัยทางอากาศนี้ใช้สำหรับสกัดกั้นขีปนาวุธแบบพิสัยไกลนี้มีสนนราคาอยู่ที่ 485 ล้านดอลลาร์หรือราว 15,900 ล้านบาท ส่งผลทำให้สหรัฐฯ ต้องย้ายระบบป้องกันขีปนาวุธ Thaad จากเกาหลีใต้ไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง โดย ยังมีรายงานความเสียหายที่เกิดกับสถานีเรดาร์ถูกโจมตีที่ค่ายอารีฟจาน (Camp Arifjan) ศูนย์กลางโลจิสติกส์สำคัญของสหรัฐฯ ในคูเวต
การโจมตีของอิหร่านยังสร้างความเสียหายเพิ่มเติมราว 310 ล้านดอลลาร์หรือประมาณ 10,200 ล้านบาทต่ออาคาร สิ่งอำนวยความสะดวก และโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ ในฐานทัพของสหรัฐฯ และฐานทัพที่กองกำลังอเมริกันใช้งานในภูมิภาค
อิหร่านยังโจมตีฐานทัพอากาศอย่างน้อย 3 แห่งมากกว่า 1 ครั้ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นความพยายามของอิหร่านในการมุ่งเป้าไปยังทรัพย์สินเฉพาะของสหรัฐฯ และยังมีรายงานว่ารัสเซียแบ่งปันข้อมูลข่าวกรองเกี่ยวกับกองกำลังทหารสหรัฐฯ ในภูมิภาคให้กับเตหะรานด้วย
ภาพถ่ายดาวเทียมแสดงให้เห็นฐานทัพอากาศ 3 แห่ง ได้แก่ ฐานทัพอากาศอาลี อัล-ซาเลม (Ali Al Salem) ในคูเวต ฐานทัพอากาศ อัล-อูเดด (Al-Udeid) ในกาตาร์ และฐานทัพอากาศ พริ้นซ์ สุลตาน (Prince Sultan) ในซาอุดีอาระเบีย ปรากฎให้เห็นความเสียหายใหม่ที่เกิดขึ้นในช่วงต่าง ๆ ของความขัดแย้ง
ก่อนหน้านี้สื่อต่างชาติหลายสำนัก รายงานว่า เจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ หรือเพนตากอน เข้าชี้แจงกับสมาชิกสภาคองเกรสว่า ค่าใช้จ่ายทางทหารอยู่ที่ 11,300 ล้านดอลลาร์หรือกว่า 3.71 แสนล้านบาทในช่วง 6 วันแรกของสงคราม
ขณะที่ CSIS รายงานว่า ค่าใช้จ่ายในการทำสงครามของสหรัฐฯ อยู่ที่ 16,500 ล้านดอลลาร์หรือกว่า 5.42 แสนล้านบาทในช่วง 12 วันแรกของสงคราม
ในตอนนี้ “เพนตากอน” กำลังขอเงินสนับสนุนเพิ่มเติมอีก 2 แสนล้านดอลลาร์หรือกว่า 6.5 ล้านล้านบาทในการทำสงครามกับอิหร่าน โดย “พีต เฮกเซธ” รัฐมนตรีกลาโหม ระบุว่า ตัวเลขวอาจเปลี่ยนแปลงได้ เพราะต้องใช้เงินเพื่อกำจัดคนเลว
สหรัฐฯ เสียทหารไปแล้ว 13 นาย นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ขณะที่สำนักข่าวนักกิจกรรมสิทธิมนุษยชน (Human Rights Activists News Agency : HRANA) ซึ่งตั้งอยู่ในสหรัฐฯ ประเมินว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากสงครามรวมอยู่ที่เกือบ 3,200 คน รวมถึง พลเรือนประมาณ 1,400 คน
ด้าน ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นหลังจากประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียนของอิหร่าน ระบุว่า จำเป็นต้องมีการยุติการรุกรานจากสหรัฐฯ และอิสราเอลโดยทันที เพื่อยุติสงครามและความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ขยายวงกว้างขึ้น นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากปฏิบัติการโจมตีทางอากาศถล่มอิหร่าน เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
ประธานาธิบดีเปเซชเคียนกล่าวในะหว่างการหารือทางโทรศัพท์กับนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดีของอินเดีย เมื่อเช้าวานนี้ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการมีหลักประกันเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการรุกรานในลักษณะเดียวกันนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้กลุ่มประเทศบริกส์ (BRICS) ซึ่งกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ขนาดใหญ่ ก้าวเข้ามามีบทบาทอย่างอิสระในการยุติการกระทำที่เป็นการรุกรานต่ออิหร่าน “เปเซชเคียน” ยังเสนอแนวคิดจัดตั้งกรอบความมั่นคงระดับภูมิภาค โดยให้ประเทศในเอเชียตะวันตกมีบทบาทร่วมกันเพื่อสร้างสันติภาพโดยปราศจากการแทรกแซงจากภายนอก
ด้านนายกรัฐมนตรีอินเดีย โพสต์ X ระบุว่า ประณามการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในภูมิภาคตะวันออกกลางระหว่างการหารือกับ “เปเชซเคียน” พร้อมย้ำถึงความสำคัญของการคุ้มครองเสรีภาพในการเดินเรือและการรักษาเส้นทางขนส่งทางทะเลให้เปิดกว้างและปลอดภัย