กระทรวงพลังงานฟิลิปปินส์ประกาศอนุญาตให้ยานยนต์ที่วางจำหน่ายในปี 2015 หรือก่อนหน้านั้น รวมถึงรถจี๊ปแบบดั้งเดิม โรงไฟฟ้า เครื่องกำเนิดไฟฟ้า ภาคส่วนการเดินเรือและการขนส่งทางทะเล สามารถใช้ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมตามมาตรฐานยูโรทู ซึ่งปล่อยซัลเฟอร์ หรือกำมะถัน มากกว่าผลิตภัณฑ์ตามมาตรฐานยูโรโฟร์ซึ่งบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2016 ได้
แถลงการณ์ระบุว่า มาตรการนี้มีจุดประสงค์เพื่อช่วยรักษาปริมาณเชื้อเพลิงที่ต่อเนื่อง เพียงพอ และเข้าถึงได้ ควบคู่กับการอนุญาตให้มีความยืดหยุ่นแบบจำกัด สำหรับภาคส่วนที่อาจได้รับผลกระทบ
นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานฟิลิปปินส์ยังสั่งให้บริษัทน้ำมันที่จำหน่ายเชื้อเพลิงมาตรฐานยูโรทู ต้องแยกเชื้อเพลิงมาตรฐานยูโรโฟร์ออกจากกัน ในระบบการจัดเก็บ การขนส่ง และการค้าปลีก
ขณะที่ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ กล่าวในข้อความคลิปวิดีโอเมื่อไม่นานมานี้ว่า รัฐบาลกำลังเจรจากับอินเดีย จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ประเทศไทย และบรูไน เกี่ยวกับข้อตกลงการจัดหาเชื้อเพลิงที่เป็นไปได้
ฟาติห์ บิโรล ผู้อำนวยการองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) กล่าวว่า สงครามในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นในขณะนี้อาจนำไปสู่วิกฤติพลังงานครั้งรุนแรงยิ่งกว่าวิกฤตขาดแคลนน้ำมันในยุคทศวรรษ 1970 และอาจมีระดับความรุนแรงเทียบเท่ากับผลกระทบในช่วงแรกของสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน ที่เปิดฉากตั้งแต่ปี 2022
บิโรลระบุว่า ในวิกฤตน้ำมันสองครั้งซ้อนเมื่อกว่า 50 ปีก่อนโลกสูญเสียน้ำมันไปครั้งละประมาณ 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน รวมสองครั้งคือ 10 ล้านบาร์เรล แต่ตอนนี้ โลกกำลังสูญเสียน้ำมันไปถึง 11 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งมากกว่าวิกฤติครั้งใหญ่สองครั้งในอดีตรวมกันเสียอีก
บิโรลย้ำว่า วิกฤตครั้งนี้มีสาเหตุหลักมาจากการที่ช่องแคบฮอร์มุซยังคงถูกปิดกั้น และไม่มีประเทศใดที่จะมีภูมิคุ้มกัน พร้อมทั้งเรียกร้องให้ประชาคมโลกยกระดับการทำงานร่วมกัน เพื่อรักษาเสถียรภาพทางพลังงาน