Top-PL-Oct26 Top-PL-Oct26

ประเทศไหนมี “น้ำมันสำรอง” มากที่สุดในโลก?

โดย PPTV Online

เผยแพร่

สถานการณ์สงครามอิหร่าน ทำให้หลายประเทศต้องปล่อยน้ำมันจาก “คลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์” มาใช้ แล้วประเทศไหนมีคลังน้ำมันสำรองมากที่สุดในโลก

หลังอิหร่านปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซส่งผลให้เกิดการหยุดชะงักครั้งใหญ่ในด้านอุปทานน้ำมันและก๊าซทั่วโลก และหลายประเทศเริ่มดึง “น้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์” (strategic oil reserve) ของตนมาใช้เพื่อหลีกเลี่ยงวิกฤตเศรษฐกิจ

ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสงครามอิหร่าน เมื่อวันที่ 11 มี.ค. ประเทศสมาชิก 32 ประเทศขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ตกลงที่จะปล่อยน้ำมัน 400 ล้านบาร์เรลจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ มากที่สุดในประวัติศาสตร์ สูงกว่าสถิติเดิมในการปล่อยน้ำมัน 182 ล้านบาร์เรลในปี 2022 หลังจากรัสเซียรุกรานยูเครน

ประเทศไหนมี “น้ำมันสำรอง” มากที่สุดในโลก? Reuters/Go Nakamura
คลังน้ำมันในจีน (แฟ้มภาพ)

คลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์คืออะไร?

คลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ หรือปริมาณสำรองปิโตรเลียมเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) คือคลังน้ำมันสำรองฉุกเฉินที่รัฐบาลของประเทศนั้น ๆ ถือครองไว้ในสถานที่ของรัฐบาล

คลังน้ำมันสำรองนี้สามารถนำมาใช้ได้ในกรณีฉุกเฉิน เช่น สงครามและวิกฤตเศรษฐกิจ โดยทั่วไปรัฐบาลจะซื้อน้ำมันผ่านข้อตกลงกับบริษัทเอกชนเพื่อรักษาระดับคลังสำรองให้เต็มอยู่เสมอ

ตามข้อมูลของ IEA ปัจจุบันสมาชิกของ IEA ถือครองน้ำมันสำรองฉุกเฉินสาธารณะมากกว่า 1.2 พันล้านบาร์เรล และยังมีน้ำมันสำรองจากภาคอุตสาหกรรมอีก 600 ล้านบาร์เรลที่ถือครองโดยองค์กรเอกชน แต่หากได้รับคำสั่งจากรัฐบาลก็พร้อมใช้งานเพื่อเสริมความต้องการของสาธารณะ

นอกจากนี้ ประเทศที่ไม่ใช่สมาชิกของ IEA เช่น จีน ก็มีน้ำมันสำรองอยู่ด้วย

ประเทศใดบ้างที่มีน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์?

จีน

จีนไม่ใช่สมาชิกของ IEA แต่ถือครองน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ใหญ่ที่สุดในโลก

ตามข้อมูลจากกระทรวงนิเวศวิทยาและสิ่งแวดล้อมของจีน จีนเริ่มโครงการฐานน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐในปี 2004 เพื่อชดเชยความเสี่ยงด้านอุปทานน้ำมันและลดผลกระทบของราคาน้ำมันที่ผันผวนทั่วโลกต่อตลาดน้ำมันกลั่นภายในประเทศของจีน

ฐานเหล่านี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อรักษาระดับน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ให้เทียบเท่ากับการนำเข้า 30 วัน หรือประมาณ 10 ล้านตัน

แหล่งสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์เหล่านี้ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ตามแนวชายฝั่งตะวันออกและตอนใต้ของจีน เช่น มณฑลชานตง เจ้อเจียง และไห่หนาน

จีนไม่ได้เผยแพร่ข้อมูลอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับปริมาณสำรองน้ำมัน ดังนั้นจึงไม่ชัดเจนว่าประเทศจีนมีน้ำมันสำรองอยู่เท่าใด อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลของบริษัทวิเคราะห์พลังงาน Vortexa ในปี 2025 คาดว่า ปริมาณสำรองน้ำมันบนบกของจีน (ไม่รวมน้ำมันใต้ดิน) ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และอาจแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.13 พันล้านบาร์เรลในสิ้นปี 2025

ขณะที่ตัวเลขจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ซึ่งอ้างโดยสื่อของรัฐบาลจีน ระบุว่า จีนมีปริมาณสำรองน้ำมันเบนซินประมาณ 1.4 พันล้านบาร์เรล

สหรัฐอเมริกา

ในบรรดาสมาชิกของ IEA สหรัฐฯ ถือครองหนึ่งในคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุด โดยมีปริมาณน้ำมัน 415 ล้านบาร์เรล คลังสำรองนี้ได้รับการดูแลโดยกระทรวงพลังงานของสหรัฐฯ และได้ยืนยันว่าจะปล่อยน้ำมัน 172 ล้านบาร์เรลจากคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อสนับสนุนความพยายามในการประสานงานกับ IEA

เมื่อวันที่ 20 มี.ค. ที่ผ่านมา รัฐบาลทรัมป์ประกาศว่า ได้ปล่อยน้ำมันดิบจากคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ให้แก่บริษัทน้ำมันไปแล้ว 45.2 ล้านบาร์เรล

สหรัฐฯ สร้างคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ขึ้นในปี 1975 หลังจากที่การคว่ำบาตรน้ำมันของกลุ่มประเทศอาหรับทำให้ราคาน้ำมันเบนซินพุ่งสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจของสหรัฐฯ

คลังสำรองตั้งอยู่ใกล้กับศูนย์กลางการกลั่นหรือปิโตรเคมีขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ และสามารถขนส่งน้ำมันไปทั่วโลกได้มากถึง 4.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน

ตามการคำนวณของสำนักข่าวรอยเตอร์ ปัจจุบันคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ มีเทียบเท่าการนำเข้าประมาณ 200 วัน

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในอดีตเคยดึงน้ำมันจากคลังสำรองมาใช้เพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับตลาดน้ำมันในช่วงสงคราม หรือเมื่อพายุเฮอริเคนพัดถล่มโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันตามแนวชายฝั่งอ่าวเม็กซิโกของสหรัฐฯ

ญี่ปุ่น

เช่นเดียวกับสหรัฐฯ ญี่ปุ่นมีหนึ่งในคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ตามรายงานของสื่อญี่ปุ่น Nikkei Asia ณ สิ้นปี 2025 ประเทศญี่ปุ่นมีน้ำมันสำรองฉุกเฉินประมาณ 470 ล้านบาร์เรล ซึ่งเพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศ 254 วัน โดยในจำนวนนี้เป็นน้ำมันที่รัฐบาลเป็นเจ้าของ 146 วัน ภาคเอกชนเป็นเจ้าของ 101 วัน และส่วนที่เหลือเป็นน้ำมันที่ประเทศผู้ผลิตน้ำมันร่วมกันเก็บไว้

ญี่ปุ่นจัดตั้งระบบสำรองน้ำมันแห่งชาติขึ้นในปี 1978 เพื่อป้องกันความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจในอนาคตที่เกิดขึ้นหลังวิกฤตน้ำมันโลกในปี 1973

วิกฤตน้ำมันครั้งนั้นทำให้ญี่ปุ่นมีความเปราะบางและพึ่งพาน้ำมันจากต่างประเทศมากขึ้น ประเทศญี่ปุ่นยังคงเป็นหนึ่งในประเทศผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลจากต่างประเทศประมาณ 80% ของความต้องการพลังงานทั้งหมด

แหล่งสำรองน้ำมันของญี่ปุ่นส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในฐานจัดเก็บน้ำมันแห่งชาติ 10 แห่งตามแนวชายฝั่ง โดยมีแหล่งจัดเก็บหลักอยู่ที่ฐานชิบูชิในจังหวัดคาโกชิมะทางตอนใต้ของญี่ปุ่น

เมื่อวันที่ 16 มี.ค. ญี่ปุ่นประกาศว่าได้เริ่มปล่อยน้ำมันจากแหล่งสำรองฉุกเฉินแล้ว ท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลกที่เกิดจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ

สหราชอาณาจักร

ณ วันที่ 26 ก.พ. ตามข้อมูลจากกระทรวงความมั่นคงด้านพลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิของสหราชอาณาจักร สหราชอาณาจักรมีน้ำมันประมาณ 38 ล้านบาร์เรล และผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมกลั่นแล้ว 30 ล้านบาร์เรล อยู่ในคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งคาดว่าสามารถใช้ได้ประมาณ 90 วัน

สหราชอาณาจักรได้จัดตั้งคลังสำรองขึ้นในปี 1974 หลังวิกฤตการณ์น้ำมันในทศวรรษ 1970

คลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ของสหราชอาณาจักรส่วนใหญ่เป็นของบริษัทน้ำมันเอกชน แต่ได้รับการกำกับดูแลโดยรัฐบาล มิลฟอร์ดเฮเวนในเวลส์ตอนใต้ และฮัมเบอร์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอังกฤษ เป็นสถานที่สำคัญที่มีคลังสำรอง

ประเทศนี้เป็นหนึ่งใน 32 ประเทศสมาชิก IEA ที่ปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองเพื่อแก้ไขวิกฤตการณ์น้ำมันท่ามกลางสงครามในอิหร่าน โดยรัฐบาลสหราชอาณาจักรจะร่วมปล่อยน้ำมัน 13.5 ล้านบาร์เรล

สหภาพยุโรป

ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ได้แก่ เยอรมนี ฝรั่งเศส สเปน และอิตาลี ซึ่งทั้งหมดเป็นสมาชิกของ IEA ต่างก็มีคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์

เยอรมนีมีน้ำมันดิบ 110 ล้านบาร์เรล และผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมสำเร็จรูป 67 ล้านบาร์เรล ซึ่งรัฐบาลถือครองไว้และสามารถนำออกมาใช้ได้ภายในไม่กี่วัน ตามข้อมูลจากกระทรวงเศรษฐกิจของเยอรมนี

ฝรั่งเศสรายงานว่ามีน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมสำเร็จรูปสำรองไว้ประมาณ 120 ล้านบาร์เรล ณ สิ้นปี 2024 ซึ่งเป็นข้อมูลล่าสุดที่เปิดเผยต่อสาธารณะ ประมาณ 97 ล้านบาร์เรลนั้นอยู่ในความดูแลของ SAGESS ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รัฐบาลแต่งตั้ง โดยแบ่งเป็นน้ำมันดิบประมาณ 30% น้ำมันดีเซล 50% น้ำมันเบนซิน 9% น้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบิน 7.8% ส่วนอีก 39 ล้านบาร์เรลอยู่ในความดูแลของผู้ประกอบการน้ำมันของประเทศ

สเปนอนุมัติการปล่อยน้ำมันสำรองประมาณ 11.5 ล้านบาร์เรลเมื่อวันที่ 16 มี.ค. เพื่อรับมือกับปัญหาการขาดแคลนอุปทานที่เกิดจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ สเปนมีน้ำมันดิบสำรองทั้งหมดประมาณ 150 ล้านบาร์เรล

ส่วนอิตาลี ตามกฎหมายแล้ว มีน้ำมันสำรองอยู่ประมาณ 76 ล้านบาร์เรล ซึ่งเทียบเท่ากับการนำเข้าน้ำมัน 90 วัน

 

เรียบเรียงจาก Al Jazeera

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

THAI FIGHT LEAGUE

THAI FIGHT LEAGUE

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ