ทุลซี แกบบาร์ด ผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติสหรัฐฯ เตือนปากีสถานว่า การพัฒนาขีปนาวุธพิสัยไกลข้ามทวีปจะเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของโลก ไม่ต่างจากประเทศที่สหรัฐฯ มองว่าเป็นศัตรู เช่น อิหร่านและเกาหลีเหนือ
แกบบาร์ดแจ้งต่อสมาชิกสภาคองเกรสเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า เทคโนโลยีขีปนาวุธเชื้อเพลิงแข็งที่กำลังรุดหน้าอย่างรวดเร็วของปากีสถานจะเป็นการยกระดับขีดความสามารถในการโจมตีเป้าหมายนอกภูมิภาคเอเชียใต้
และจะทำให้ปากีสถานถูกขึ้นในบัญชีประเทศที่ก่อความเสี่ยงจากการครอบครองขีปนาวุธพิสัยไกล เหมือนกับรัสเซีย จีน เกาหลีเหนือ และอิหร่าน
โดยปากีสถานถูกบรรจุอยู่ในการประเมินภัยคุกคามประจำปี 2026 ในฐานะประเทศที่มีแนวโน้มพัฒนาขีดความสามารถการโจมตีด้วยขีปนาวุธพิสัยไกลข้ามทวีป
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการแพร่กระจายของขีปนาวุธในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก ซึ่งตอกย้ำว่าเทคโนโลยีการโจมตีพิสัยไกลทำให้การกำหนดนโยบายป้องปรามการรุกรานต้องเปลี่ยนจากแนวทางเดิมที่ให้ความสนใจเฉพาะพื้นที่ในเอเชียใต้เป็นการสร้างสมดุลด้านอาวุธนิวเคลียร์ทั่วโลก โดยมีดินแดนของสหรัฐฯ เข้ามาเป็นปัจจัยการพิจารณา
ขณะที่สำนักงานกิจการต่างประเทศของปากีสถานตอบโต้ว่า การประเมินของสหรัฐฯ ยังมีความคลาดเคลื่อน พร้อมทั้งยกตัวอย่างอินเดีย ที่กำลังขยายคลังสะสมขีปนาวุธพิสัยไกล รวมถึงเทคโนโลยีที่สามารถโจมตีเป้าหมายได้ไกลถึง 12,000 กิโลเมตร ซึ่งหมายความว่าอินเดียสามารถกำหนดเป้าหมายที่อยู่นอกภูมิภาคเอเชียใต้ได้
นอกจากนี้ ขีดความสามารถเชิงยุทธศาสตร์ของปากีสถานยังจำกัดไว้เพื่อป้องกันประเทศและยึดหลักการป้องปรามการรุกรานเท่านั้น ต่างจากอินเดียที่เป้าหมายในการพัฒนาขีปนาวุธพิสัยไกลอาจกระทบต่อความมั่นคงในภูมิภาคอื่นๆของโลกทั้ง ยูเรเซีย แปซิฟิก และ อินโด-แปซิฟิก
สำหรับการพัฒนาเทคโนโลยีโจมตีพิสัยไกลกำลังสร้างความกังวลให้กับสหรัฐฯ ซึ่งฝ่ายข่าวกรองประเมินว่าประเทศต่างๆมีขีปนาวุธที่ยิงได้ถึงสหรัฐฯ รวมกันมากกว่า 3,000 ลูก และจะเพิ่มเป็น 16,000 ลูก เมื่อถึงปี 2035
ปัจจัยหลักที่ทำให้สหรัฐฯเกิดความกังวลเกี่ยวกับขีปนาวุธเหล่านี้คือความก้าวหน้าในเทคโนโลยีสร้างแรงขับเคลื่อน การนำวิถี และระบบเชื้อเพลิงแข็ง ซึ่งทั้งหมดนี้อาจขยายขอบเขตและทิศทางการโจมตีพื้นที่ส่วนต่าง ๆ ทั่วโลก