เมื่อวันที่ 11 พ.ค. ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ บอกกับผู้สื่อข่าวที่ห้องทำงานรูปไข่ว่า แม้ว่าข้อตกลงหยุดยิงที่ดำเนินมาตั้งแต่เดือน เม.ย. จะยังมีผลบังคับใช้อยู่ แต่กำลังเปราะบางมาก โดยเปรียบเทียบกับผู้ป่วยที่ต้องพึ่งอุปกรณ์ช่วยชีวิตอย่างหนัก
“ผมบอกได้เลยว่ามันเปราะบางมากๆ เรียกได้ว่าเปราะบางที่สุดก็ได้ในตอนนี้ หลังจากที่ได้อ่านขยะที่พวกนั้นส่งมาให้เรา ผมอ่านไม่จบด้วยซ้ำ ผมจะไม่เสียเวลาอ่านมันต่อหรอก ผมมองว่ามันเปราะบางมาก ตอนนี้มันต้องใช้เครื่องช่วยหายใจแล้ว” ทรัมป์กล่าว
เขาเสริมว่า “ผมคงต้องบอกว่าการหยุดยิงกำลังอยู่ในภาวะโคม่า เหมือนตอนที่คุณหมอเดินมาบอกว่า คนที่คุณรักมีโอกาสรอดเพียง 1% เท่านั้น"
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังกล่าวหาว่า อิหร่านกลับคำจากที่เคยตกลงจะให้สหรัฐฯ เคลื่อนย้ายคลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะออกจากประเทศ พร้อมยืนยันว่าอิหร่านจะไม่มีวันได้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์
“เมื่อสองวันก่อนพวกเขายังตกลงอยู่เลย แต่ตอนนี้ไม่แล้ว โอเค เมื่อสองวันก่อนเขาบอกว่าเราต้องเอามันออกไปเอง เรากำลังจะดำเนินการร่วมกับเขาแล้วแต่เขากลับเปลี่ยนใจเพราะพวกเขาไม่ยอมระบุลงไปในข้อเสนอ" ทรัมป์ระบุ
ประธานาธิบดีบอกอีกว่า “ดังนั้นพอพวกเขาส่งข้อเสนอนี้มาให้ ซึ่งเราต้องรอตั้ง 4 วัน ทั้งที่มันควรใช้เวลาแค่ 10 นาที มันง่ายมาก แค่พวกเขารับประกันว่าจะไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ไปอีกนานกับเรื่องอื่นๆ อีกไม่กี่เรื่อง แต่พวกเขาทำไม่ได้ พวกเขาตกลงกับเราแล้ว แล้วก็กลับคำ"
สื่อสหรัฐฯ แฉยูเออีแอบโจมตีอิหร่าน
Wall Street Journal รายงานว่า สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ได้แอบโจมตีอิหร่านโดยไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ
ตามรายงานของ WSJ ที่อ้างแหล่งข่าวรายหนึ่ง ระบุว่า การโจมตีดังกล่าวรวมถึงการโจมตีโรงกลั่นน้ำมันบนเกาะลาวันของอิหร่านในช่วงต้นเดือน เม.ย. ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่สหรัฐฯ ประกาศหยุดยิง อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ไม่ได้โกรธเคืองต่อการโจมตีครั้งนี้ เนื่องจากยินดีที่ประเทศในอ่าวเปอร์เซียต้องการเข้าร่วมปฏิบัติการทางทหารของอเมริกาต่ออิหร่าน
อิหร่านอธิบายเหตุการณ์นี้ว่าเป็น “การโจมตีของศัตรู” และตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและโดรนโจมตีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และคูเวต
แม้ว่าสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์จะมีสายสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจที่แน่นแฟ้นกับอิหร่าน แต่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ซึ่งเป็นที่ตั้งของฐานทัพอากาศขนาดใหญ่ของอเมริกา ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการโจมตีของอิหร่านตลอดช่วงสงคราม ทำให้เศรษฐกิจของประเทศสั่นคลอน การจราจรทางอากาศหยุดชะงัก และทำลายภาคการท่องเที่ยวที่สำคัญทั้งหมด
อิหร่านลั่น หากถูกโจมตีอีก จะเสริมสมรรถนะยูเรเนียมเป็นเกรดอาวุธแน่!
วันที่ 12 พ.ค. อิบราฮิม เรซาอี โฆษกรัฐสภาอิหร่าน กล่าวว่า อิหร่านสามารถเสริมสมรรถนะยูเรเนียมได้ถึง 90% ซึ่งเป็นระดับที่ถือว่าเป็นเกรดอาวุธ หากอิหร่านถูกโจมตีอีกครั้ง
“หนึ่งในทางเลือกของอิหร่านในกรณีที่ถูกโจมตีอีกครั้ง อาจเป็นการเสริมสมรรถนะ 90% เราจะพิจารณาเรื่องนี้ในรัฐสภา” เรซาอีโพสต์บน X
“ทรัมป์” กำลังพิจารณาเปิดฉากปฏิบัติการทหารรอบใหม่ใหญ่ขึ้น?
แหล่งข่าวเปิดเผยกับสำนักข่าว CNN ว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ กำลังรู้สึกไม่พอใจมากขึ้นเรื่อย ๆ ต่อวิธีการที่อิหร่านเจรจาเพื่อยุติสงคราม และผู้ช่วยของทรัมป์บางคนกล่าวว่า ขณะนี้เขากำลังพิจารณาอย่างจริงจังมากขึ้นเกี่ยวกับการกลับมาปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่มากกว่าก่อนหน้านี้
แหล่งข่าวที่คุ้นเคยกับการหารือกล่าวว่า ทรัมป์เริ่มหมดความอดทนกับการปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างต่อเนื่อง รวมถึงสิ่งที่เขาเห็นว่าเป็นความแตกแยกในหมู่ผู้นำอิหร่านที่ขัดขวางไม่ให้พวกเขายอมอ่อนข้อในการเจรจานิวเคลียร์
การตอบสนองล่าสุดจากอิหร่าน ซึ่งทรัมป์มองว่า “ยอมรับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง” และ “โง่เขลา” ทำให้เจ้าหน้าที่หลายคนตั้งคำถามว่า เตหะรานเต็มใจที่จะเจรจาอย่างจริงจังหรือไม่
แหล่งข่าวกล่าวว่า มีหลายฝ่ายภายในรัฐบาลสหรัฐฯ ที่แนะนำแนวทางที่แตกต่างกันในการดำเนินการ บางฝ่าย รวมถึงเจ้าหน้าที่ในเพนตากอน ได้เสนอให้ใช้แนวทางที่แข็งกร้าวมากขึ้นในการกดดันอิหร่านให้มาเจรจา รวมถึงการโจมตีเป้าหมายที่จะทำให้สถานะของเตหะรานอ่อนแอลงไปอีก
อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวระบุว่า ยังมีอีกหลายฝ่ายที่ยังคงผลักดันให้การเจรจาทางการทูตมีโอกาสประสบความสำเร็จ
หลายคนที่ใกล้ชิดทรัมป์ต้องการให้ปากีสถานที่เป็นผุ้ไกลเกลี่ยสื่อสารกับอิหร่านโดยตรงมากขึ้น
เจ้าหน้าที่ของทรัมป์บางคนตั้งคำถามมานานแล้วว่า ชาวปากีสถานกำลังถ่ายทอดความไม่พอใจของทรัมป์ต่อสถานการณ์การเจรจาอย่างแข็งขันเหมือนที่ทรัมป์ทำต่อสาธารณะหรือไม่
เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารบางคนยังเชื่อว่า ปากีสถานมักจะนำเสนอสถานการณ์ของอิหร่านในแง่บวกมากกว่าความเป็นจริง
เจ้าหน้าที่ระดับภูมิภาครายหนึ่งกล่าวเมื่อวันที่ 11 พ.ค. ว่า มีการผลักดันอย่างหนักจากประเทศต่าง ๆ ทั่วภูมิภาคและจากปากีสถาน เพื่อสื่อสารไปยังอิหร่านว่าทรัมป์รู้สึกผิดหวัง และนี่เป็นโอกาสสุดท้ายที่พวกเขาจะได้มีส่วนร่วมในการเจรจาทางการทูตอย่างจริงจัง แต่ดูเหมือนว่าอิหร่านจะไม่รับฟังหรือให้ความสำคัญกับใครเลย
เจ้าหน้าที่รายนี้กล่าวว่า สหรัฐฯ และอิหร่านกำลังดำเนินการเจรจาโดยใช้เกณฑ์ความอดทนและกรอบเวลาที่แตกต่างกัน และเตหะรานได้อดทนต่อแรงกดดันทางเศรษฐกิจมานานหลายทศวรรษแล้ว
เมื่อวันที่ 11 พ.ค. ที่ผ่านมา ทรัมป์ได้ประชุมกับทีมงานด้านความมั่นคงแห่งชาติของอีกครั้งที่ทำเนียบขาวเพื่อหารือเกี่ยวกับทางเลือกต่าง ๆ ในอนาคต
แหล่งข่าวที่คุ้นเคยกับการเจรจาระบุว่า การตัดสินใจครั้งสำคัญเกี่ยวกับวิธีการดำเนินการต่อไปนั้น ไม่น่าจะเกิดขึ้นก่อนที่ประธานาธิบดีจะเดินทางไปจีน ซึ่จะเริ่มออกเดินทางในวันที่ 12 พ.ค.
อิหร่านยันไม่ได้เรียกร้องมากเกินไป
อิหร่านได้ตอบกลับข้อเสนอรื้อฟื้นการเจรจาของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 10 พ.ค. โดยเรียกร้องให้ยุติสงครามในทุกแนวรบรวมถึงในเลบานอน นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้สหรัฐฯ ยุติการปิดล้อมทางทะเลต่อท่าเรือต่าง ๆ ของอิหร่าน และขอการรับประกันว่าจะไม่มีการโจมตีอิหร่านเกิดขึ้นอีกในอนาคต รวมถึงเรียกร้องค่าชดเชยความเสียหายจากสงคราม และย้ำถึงอำนาจอธิปไตยของอิหร่านเหนือพื้นที่ช่องแคบฮอร์มุซ
ขณะที่สำนักข่าวทาสนิมของอิหร่านรายงานอ้างแหล่งข่าวใกล้ชิดทีมเจรจาว่า ไม่มีข้อกำหนดใดในข้อเสนอของอิหร่านที่ยอมรับการนำวัสดุนิวเคลียร์เสริมสมรรถนะออกนอกประเทศ
อิสมาเอล บาเกอี โฆษกกระทรวงต่างประเทศอิหร่าน ยืนยันว่า ข้อเสนอของอิหร่านนั้นสมเหตุสมผลและใจกว้างแล้ว และไม่ใช่สิ่งที่มากเกินไปแต่อย่างใด พร้อมระบุว่าสหรัฐฯ ต่างหากที่ยังคงยื่นข้อเรียกร้องที่ไม่สมเหตุสมผล
"เราไม่ได้ร้องขอการผ่อนปรนใดๆ สิ่งเดียวที่เราต้องการคือสิทธิโดยชอบธรรมของอิหร่าน ผมขอให้พวกคุณและประชาชนของเราเป็นผู้ตัดสินว่าข้อเรียกร้องของอิหร่านนั้นมากเกินไปหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นการที่อิหร่านเรียกร้องให้ยุติสงครามในภูมิภาค การเรียกร้องให้ยุติสิ่งที่อิหร่านนิยามว่าเป็นพฤติกรรมโจรสลัดที่กระทำต่อเรือของอิหร่าน ซึ่งเป็นการกระทำที่มีลักษณะของการปิดล้อมทางทะเล และการขอให้ปลดล็อกทรัพย์สินของชาวอิหร่านที่ถูกอายัดไว้ในธนาคารต่างประเทศอย่างไม่ยุติธรรมมานานหลายปี เนื่องจากแรงกดดันของสหรัฐฯ สิ่งเหล่านี้คือข้อเรียกร้องที่ไม่สมเหตุสมผลอย่างนั้นหรือ" บาเกอีกล่าว
ด้าน โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลีบาฟ ประธานรัฐสภาและหัวหน้าคณะเจรจาระดับสูงของอิหร่าน ได้โพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์เมื่อวันที่ 11 พ.ค. ว่า อิหร่านเตรียมพร้อมสำหรับทุกทางเลือก ในขณะที่การเจรจากับสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะชะงักงัน
"กองทัพของเราเตรียมพร้อมที่จะมอบบทเรียนเพื่อตอบโต้ต่อการรุกรานใด ๆ ก็ตาม กลยุทธ์ที่ประเมินสถานการณ์ผิดพลาดและการตัดสินใจที่ผิดจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ผิดพลาดเสมอ ซึ่งคนทั้งโลกได้ประจักษ์ในเรื่องนี้แล้ว เราเตรียมพร้อมสำหรับทุกทางเลือก และพวกเขาจะต้องประหลาดใจ" กาลีบาฟระบุ
กาลิบาฟยังโพสต์ข้อความเพิ่มเติมว่า ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากการยอมรับสิทธิของประชาชนชาวอิหร่านตามที่ระบุไว้ในข้อเสนอ 14 ประการ ซึ่งอิหร่านได้เสนอไปเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา
ปิดช่องแคบฮอร์มุซดันกำไรบริษัทน้ำมันซาอุฯ โต 25%
ซาอุดี อรามโก (Saudi Aramco) บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของซาอุดีอาระเบีย รายงานผลกำไรสุทธิไตรมาสแรกอยู่ที่ 3.25 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (เกือบ 1.1 ล้านล้านบาท) สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ไม่เกิน 3.01 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 9.7 แสนล้านบาท) และสูงกว่ากำไรสุทธิในช่วงเดียวกันของปีที่แล้วถึง 25%
ส่วนรายได้รวมอยู่ที่เกือบ 1.16 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (3.5 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นเกือบ 7% จากปีก่อนหน้า จากราคาน้ำมันและปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น ทั้งน้ำมันดิบ ผลิตภัณฑ์กลั่น และปิโตรเคมี
รายได้และกำไรที่เติบโตอย่างชัดเจนของ ซาอุดี อรามโก เป็นอานิสงส์จากสงครามสหรัฐ-อิหร่านที่ทำให้การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซตึงตัวและราคาพลังงานปรับสูงขึ้น โดยบริษัทเร่งเดินเครื่องท่อส่งน้ำมัน East-West Pipeline เต็มกำลัง เพื่อรองรับการส่งออกและลดผลกระทบต่ออุปทานพลังงานโลก
เรียบเรียงจาก Al Jazeera / Associated Press / CNN / The Guardian