พลจัตวา โมฮัมหมัด อครามีเนีย โฆษกกองทัพอิหร่าน ระบุว่า การเปิดแนวรบใหม่ด้วยอาวุธและวิธีการที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนจะถูกนำมาใช้ตอบโต้สหรัฐฯ หากเกิดการปะทะกันในรอบที่ 2
อครามีเนียกล่าวว่า กองทัพอิหร่านได้ใช้เวลาในช่วงหยุดยิงตั้งแต่ต้นเดือน เม.ย. ในการเสริมขีดความสามารถด้านการสู้รบ
แม้จะยังไม่เปิดเผยว่าพื้นที่ใดจะเป็นเป้าหมายในการเปิดแนวรบใหม่ แต่ก่อนหน้านั้นในช่วงปลายเดือน มี.ค. อิหร่านขู่จะเปิดแนวรบใหม่โดยพุ่งเป้าไปที่ ช่องแคบ “บับ เอล-มันเดบ” ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์และจุดขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก
นอกจากนี้ เมื่อช่วงค่ำวันที่ 19 พ.ค. ยังมีรายงานว่า เจ้าหน้าที่รัฐบาลอิหร่าน รวมถึงฝ่ายการเมืองได้จัดการประชุมกันเพื่อวางแนวทางรับมือการโจมตีระลอกใหม่จากสหรัฐฯ
ส่วนความเคลื่อนไหวของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อวันที่ 19 พ.ค. ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า ปฎิบัติการโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่รอบใหม่อาจเกิดขึ้นได้ในช่วงปลายสัปดาห์นี้หรือต้นสัปดาห์หน้า หากรัฐบาลอิหร่านยังไม่ยอมรับเงื่อนไขของสหรัฐฯเพื่อจัดทำข้อตกลงยุติสงคราม
คำพูดของประธานาธิบดีทรัมป์สอดคล้องกับรายงานของสื่ออิสราเอลที่รายงานว่า เมื่อคืนวันที่ 18 พ.ค. ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ได้เรียกประชุมคณะรัฐมนตรีบางส่วนและผู้นำเหล่าทัพเพื่อเตรียมความพร้อมการร่วมมือกับสหรัฐฯ ในการโจมตีอิหร่านระลอกใหม่
โดยเจ้าหน้าที่รัฐบาลอิสราเอลเชื่อว่า ขณะนี้ประธานาธิบดีทรัมป์มีทางเลือกเหลือน้อยลงเรื่อย ๆ และการที่รัฐบาลอิหร่านยังไม่ปรับเปลี่ยนเงื่อนไขการเจรจาจนเป็นที่น่าพอใจจะส่งผลให้ผู้นำสหรัฐฯรู้สึกว่าต้องลงมือใช้กำลังทางทหาร แม้เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์เพิ่งตัดสินใจเลื่อนปฎิบัติการโจมตีอิหร่านออกไปอีกครั้ง
วุฒิสภาสหรัฐฯ เห็นชอบขั้นแรก จำกัดอำนาจการทำสงครามของ “ทรัมป์”
เมื่อวันที่ 19 พ.ค. วุฒิสภาสหรัฐฯ ได้ลงคะแนน “มติอำนาจการทำสงคราม” (War Powers Resolution) ซึ่งอาจป้องกันไม่ให้ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ใช้กำลังทหารต่ออิหร่านโดยปราศจากการอนุมัติจากรัฐสภา
การลงคะแนนเสียงเพื่อผลักดันมติดังกล่าวได้รับการเห็นชอบด้วยคะแนนเสียง 50 ต่อ 47 โดยมีสมาชิกพรรครีพับลิกันจำนวนหนึ่งเข้าร่วมกับพรรคเดโมแครตเพื่อผ่านมตินี้ ซึ่งเป็นการแสดงความไม่เห็นด้วยต่อประธานาธิบดีอย่างไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนัก
การลงคะแนนเสียงแสดงให้เห็นว่า สมาชิกพรรครีพับลิกันจำนวนน้อยแต่กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ รู้สึกไม่สบายใจกับสงครามที่ไม่มีทีท่าว่าจะยุติลง ท่ามกลางการหยุดยิงที่เปราะบาง
ชัค ชูเมอร์ ผู้นำพรรคเดโมแครตในวุฒิสภากล่าวไว้ก่อนการลงคะแนนเสียงว่า “ประธานาธิบดีคนนี้เหมือนเด็กเล็กที่กำลังเล่นกับปืนที่บรรจุกระสุนแล้ว หากมีเวลาใดที่จะสนับสนุนมติอำนาจการทำสงครามของเราเพื่อถอนทหารออกจากความขัดแย้งกับอิหร่าน ก็คือตอนนี้”
ผลการลงคะแนนครั้งนี้ถือเป็นชัยชนะของฝ่ายนิติบัญญัติที่โต้แย้งมาโดยตลอดว่า รัฐสภาต่างหากที่ควรมีอำนาจในการส่งกองกำลังไปทำสงคราม ไม่ใช่ประธานาธิบดี ตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญของสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงการลงคะแนนตามขั้นตอนเท่านั้น และมติฉบับนี้จะต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมายหากจะให้มีผลบังคับใช้จริง
แต่ถึงแม้ว่ามติฉบับนี้จะผ่านการลงคะแนนเสียงจากวุฒิสภาแล้วก็ตาม ก็ยังต้องผ่านสภาผู้แทนราษฎรที่มีพรรครีพับลิกันเป็นเสียงข้างมาก และต้องได้รับเสียงข้างมาก 2 ใน 3 ทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เพื่อให้รอดพ้นจากการใช้สิทธิ์วีโตของทรัมป์
พรรครีพับลิกันของทรัมป์ได้ขัดขวางความพยายาง 7 ครั้งก่อนหน้านี้ในการผลักดันมติที่คล้ายกันในวุฒิสภาในปีนี้ พวกเขายังได้หยุดยั้งมติเกี่ยวกับอำนาจในการทำสงคราม 3 ฉบับด้วยคะแนนเสียงที่เฉียดฉิวในสภาผู้แทนราษฎรในปีนี้ด้วย
อย่างไรก็ตาม การลงคะแนนเสียงครั้งล่าสุดเน้นย้ำถึงแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นต่อประธานาธิบดี เนื่องจากสงครามกับอิหร่าน ซึ่งสหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มขึ้นในปลายเดือน ก.พ. ยังคงสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อตลาดพลังงานโลกและค่าครองชีพภายในประเทศ
แม่ทัพเรือสหรัฐฯ เตือนงบไม่พอรับศึกอิหร่านยืดเยื้อ
กองทัพเรือสหรัฐฯ เตือน งบประมาณที่ได้รับในปัจจุบันอาจไม่เพียงพอต่อภารกิจในตะวันออกกลางและกำลังส่งผลกระทบต่อการทำงานในส่วนอื่น
โดย พลเรือเอก แดร์ริล คอร์เดิล ผู้บัญชาการทหารเรือสหรัฐฯ ระบุว่า งบประมาณสำหรับปี 2026 ไม่ได้รวมค่าใช้จ่ายสำหรับการทำสงครามกับอิหร่านเอาไว้ด้วย ทำให้กองทัพเรือต้องประหยัดงบประมาณในส่วนอื่น ๆ เป็นอย่างมาก เพื่อให้เหลือเงินมากพอต่อการสู้รบ
พลเรือเอกคอร์เดิลยืนยันว่า กองทัพเรือพยายามปฏิบัติภารกิจอย่างเต็มที่ แต่ต้องประสบปัญหาหลายอย่าง เช่น น้ำมันเชื้อเพลิงที่ร่อยหรอลงอย่างรวดเร็ว การขาดแคลนเงินทุนด้านการเสริมกำลังบำรุง การจัดหาเครื่องกระสุนทดแทน และชั่วโมงการปฏิบัติงานที่ยาวนาน
ด้วยเหตุนี้ กองทัพเรือสหรัฐฯ จึงอาจจำเป็นต้องปรับลดตารางการฝึกซ้อม ภารกิจ และกำลังพล ในเดือน ก.ค. นี้ หากรัฐสภาไม่อนุมัติงบประมาณเพิ่มเติม แม้การสู้รบกับอิหร่านได้ลดระดับความรุนแรงตั้งแต่วันที่ 8 เม.ย.
โดยปฏิบัติการที่ยังคงเกิดขึ้นต่อไปรอบ ๆ อิหร่านยังอาจส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการด้านกำลังคนของกองทัพเรือ โดยพลเรือเอกคอร์เดิลคาดว่า คำสั่งโยกย้ายทหารประจำการสถานีถาวรทีมีจำนวน 12,000 นาย ถึง 15,000 นาย อาจต้องระงับไว้ก่อน รวมถึงต้องเริ่มการจ่ายเงินโบนัสสำหรับการเข้าร่วมหรือกลับเข้าร่วมราชการในกองทัพเรือ
ขณะที่นักวิเคราะห์ประเมินว่าในช่วง 10 วันแรกของการทำสงครามกับอิหร่าน สหรัฐฯ โจมตีอิหร่านมากกว่า 6,000 เป้าหมาย และอาวุธที่ใช้เกือบทั้งหมดมีพิสัยยิงนอกระยะสายตา อีกทั้งยังต้องยิงขีปนาวุธสกัดการโจมตีของอิหร่านอีกมากกว่า 2,000 ลูก
นอกจากนี้ ในช่วงสุดท้ายของเดือน มี.ค. กองทัพเรือสหรัฐฯ ประเมินว่า ได้ใช้งานขีปนาวุธโทมาฮอว์กเกือบ 1,000 ลูก จากจำนวนที่มีอยู่ในคลังทั้งหมด 3,000 ถึง 4,500 ลูก
สงครามกับอิหร่านที่ลากยาวยังทำให้กองทัพเรือสหรัฐฯ ต้องขยายเวลาประจำการเรือรบหลายลำในตะวันออกกลางต่อไปอีกหลายเดือน ทำให้เกิดปัญหาด้านการส่งกำลังบำรุงและสิ่งของจำเป็นให้กับทหารที่อยู่บนเรือ รวมถึงส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจของเจ้าหน้าที่ จนนำไปสู่ปัญหาการใช้งานเรือรบบางลำ
โดยจนถึงขณะนี้ คาดว่ากองทัพสหรัฐฯ ส่งเรือรบประจำการในตะวันออกกลางประมาณ 16-19 ลำ ซึ่งเป็นการสะสมกำลังทางทหารในภูมิภาคนี้ครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามอิรักเมื่อปี 2003 และแม้ว่าตามกฎหมายแล้ว กองทัพสหรัฐฯ จะต้องมีเรือรบ 355 ลำ แต่จำนวนปัจจุบันอยู่ที่ 291 ลำ โดยในปีงบประมาณหน้ากองทัพเรือตั้งเป้าจะเพิ่มจำนวนเป็น 395 ลำ
เรียบเรียงจาก Al Jazeera / The Guardian