พลเอกอาวุโสมินอ่องหล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา พบหารือกับนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ของอินเดีย ที่กรุงนิวเดลี ระหว่างการเยือนต่างประเทศครั้งแรก นับตั้งแต่สาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีเมียนมาเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยผู้นำทั้งสองได้จับมือและร่วมถ่ายภาพบริเวณด้านหน้าอาคารไฮเดอราบัดเฮาส์ ก่อนเข้าไปในอาคารเพื่อเริ่มการหารือ
โมดีและมินอ่องหล่าย ไม่ได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ ซึ่งแตกต่างจากการเจรจาทวิภาคีส่วนใหญ่ในกรุงนิวเดลีที่ประมุขแห่งรัฐหรือผู้นำรัฐบาลต่างประเทศเข้าร่วม
ทั้งนี้ นายวิกรม มีศรี ปลัดกระทรวงการต่างประเทศอินเดีย แถลงว่า อินเดียแถลงว่าจะยังคงเดินหน้าปฏิสัมพันธ์กับเมียนมาต่อไป แม้ว่าชาติตะวันตกจะยังคงบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อเมียนมาหลังจากกองทัพเข้ายึดอำนาจในปี 2021 ก็ตาม
โดยย้ำว่า อินเดียไม่มีนโยบายที่จะวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการจัดระเบียบการเมืองภายในของเมียนมา และเชื่อว่าการหันหน้าพูดคุยกันคือแนวทางที่ดีที่สุดในการก้าวไปข้างหน้า
มินอ่องหล่าย ได้เดินทางโดยเครื่องบินถึงอินเดียเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา หลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการเปลี่ยนผ่านอำนาจที่ถูกวางระบบไว้เป็นอย่างดี จากหัวหน้าคณะรัฐประหารเมียนมาก้าวสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีได้ไม่ถึง 2 เดือน โดยมินอ่องหล่ายเดินทางเยือนอินเดียครั้งล่าสุดในปี 2019 ในช่วงที่ยังดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดของเมียนมา
การเดินทางเยือนเป็นเวลา 5 วันในครั้งนี้ ตอกย้ำถึงการค่อย ๆ กลับมามีส่วนร่วมอีกครั้งในระดับภูมิภาคของเมียนมา หลังจากที่ประเทศเพื่อนบ้านหลายรายพากันปลีกตัวจากผู้นำทหารของชาติตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้เป็นเวลาถึง 5 ปีเต็ม หลังจากการก่อรัฐประหาร
นักวิเคราะห์ระบุว่า สำหรับอินเดียแล้ว การเยือนครั้งนี้ถือเป็นโอกาสในการลดทอนอิทธิพลที่มหาศาลของจีนในเมียนมา ในขณะเดียวกันก็เป็นความพยายามที่จะเข้าถึงแหล่งแร่หายากที่สำคัญของเมียนมา ตลอดจนการเสริมสร้างความมั่นคงตามแนวชายแดนทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย
อย่างไรก็ตาม นักวิจารณ์และกลุ่มสิทธิมนุษยชนบางกลุ่มระบุว่า การเดินทางเยือนอินเดียของมินอ่องหล่ายในครั้งนี้ อาจเป็นการสร้างความชอบธรรมให้แก่รัฐบาลที่หนุนโดยกองทัพ
อินเดียมีแนวชายแดนทางบกติดกับเมียนมาเป็นระยะทางยาวถึง 1,643 กิโลเมตร และมีเขตแดนทางทะเลติดต่อกันในอ่าวเบงกอล ปัจจุบันอินเดียเป็นผู้รับและให้ที่พักพิงแก่ผู้ลี้ภัยหลายพันคนจากเมียนมา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ที่หลบหนีภัยการสู้รบในรัฐชีนทางตะวันตกเฉียงเหนือและพื้นที่อื่น ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง
นอกจากนี้ เมียนมายังมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์อย่างยิ่งต่อผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของอินเดีย โดยทั้งสองประเทศได้มีความร่วมมือกันในด้านความมั่นคงบริเวณชายแดนและการแบ่งปันข่าวกรอง เพื่อต่อต้านกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบที่ปฏิบัติการอยู่นอกพื้นที่ชายแดน