องค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ Amnesty International เปิดเผยรายงานฉบับใหม่เมื่อวันที่ 8 มิถุนายนที่ผ่านมา ระบุว่า ศูนย์ปฏิบัติการหลอกลวงออนไลน์ หรือ "ศูนย์สแกม" จำนวนหลายสิบแห่งในกัมพูชายังคงเปิดดำเนินการอยู่ แม้รัฐบาลจะอ้างว่าเดินหน้าปราบปรามอย่างต่อเนื่องตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา
รายงานของ Amnesty International ความยาว 176 หน้า ระบุว่า จากศูนย์สแกมที่องค์กรสามารถระบุตำแหน่งได้ทั้งหมด 86 แห่ง ทางการกัมพูชาได้เข้าแทรกแซงหรือดำเนินการเพียง 24 แห่งเท่านั้น
Amnesty ระบุว่า การปฏิบัติการหลายกรณีเป็นเพียงการตอบสนองเฉพาะหน้า ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ หรืออาจถูกบ่อนทำลายจากความร่วมมือระหว่างผู้บริหารศูนย์สแกมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยผู้รอดชีวิตบางรายให้ข้อมูลว่าถูกย้ายไปยังพื้นที่อื่นของประเทศระหว่างช่วงที่มีการปราบปราม เพื่อหลีกเลี่ยงการจับกุม
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลกัมพูชาปฏิเสธข้อสรุปดังกล่าวทันที
ฉาย สินาริธ รัฐมนตรีอาวุโสผู้รับผิดชอบการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ของกัมพูชา ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า กัมพูชาไม่ยอมรับข้อกล่าวหาที่ว่ารัฐบาลล้มเหลวในการจัดการกับขบวนการหลอกลวงออนไลน์ พร้อมระบุว่ารายงานของ Amnesty เป็นข้อมูลที่เลือกนำเสนอเพียงด้านเดียว ขาดความเข้าใจต่อสถานการณ์จริง
เขาระบุว่า รายงานดังกล่าวละเลยความพยายามของรัฐบาลที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติการร่วมของตำรวจ การจับกุมผู้ต้องสงสัย การยึดทรัพย์สิน และการรื้อถอนศูนย์อาชญากรรมในหลายจังหวัดทั่วประเทศ
"เอเชียตะวันออกเฉียงใต้" ยังเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมสแกมโลก
รายงานระบุว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้กลายเป็นศูนย์กลางสำคัญของอุตสาหกรรมหลอกลวงทางไซเบอร์ระดับโลก โดยมีศูนย์สแกมจำนวนมากกระจายอยู่ในกัมพูชา ลาว ฟิลิปปินส์ และพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา
ศูนย์เหล่านี้ส่วนใหญ่ถูกกล่าวหาว่าดำเนินการโดยเครือข่ายอาชญากรรมชาวจีน และใช้แรงงานจำนวนมากที่ถูกหลอกลวงหรือค้ามนุษย์เข้ามาทำงานภายใต้สภาพความเป็นอยู่ที่ย่ำแย่
แม้สำนักข่าวรอยเตอร์ส จะไม่สามารถตรวจสอบข้อกล่าวหาทั้งหมดของ Amnesty ได้อย่างอิสระ แต่ผู้สื่อข่าวของรอยเตอร์สที่เคยลงพื้นที่ศูนย์สแกมที่ถูกปิดหรือยึดในกัมพูชา รวมถึงการสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้อง พบหลักฐานการละเมิดสิทธิและการฉ้อโกงในระดับอุตสาหกรรม ซึ่งสร้างความเสียหายเป็นมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์แก่เหยื่อทั่วโลก
รัฐบาลกัมพูชายอมรับว่าการปราบปรามเครือข่ายเหล่านี้เป็นเรื่องซับซ้อน เนื่องจากเป็นขบวนการข้ามชาติที่สามารถปรับตัวได้รวดเร็วและออกแบบระบบเพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับใช้กฎหมายโดยเฉพาะ
Amnesty ชี้รัฐบาลกัมพูชายังคุ้มครองเหยื่อค้ามนุษย์ไม่เพียงพอ
Amnesty เปิดเผยว่า นักวิจัยขององค์กรได้สัมภาษณ์ผู้รอดชีวิตจากศูนย์สแกมจำนวน 73 คน ซึ่งทั้งหมดระบุว่าเคยประสบหรือพบเห็นการทารุณกรรม โดยมีผู้หญิงอย่างน้อย 6 คนที่ให้ข้อมูลว่าถูกข่มขืน
องค์กรยังวิจารณ์ว่า ทางการกัมพูชามักปฏิบัติต่อผู้ที่หลบหนีหรือได้รับการช่วยเหลือออกจากศูนย์สแกมในฐานะผู้อพยพผิดกฎหมายมากกว่าการมองว่าเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์
รายงานสรุปว่า การปราบปรามของกัมพูชายังล้มเหลวในหลายด้าน ทั้งการสืบสวนและปิดศูนย์สแกมชื่อดังหลายแห่ง ตลอดจนการให้ความช่วยเหลือและคุ้มครองเหยื่อที่ได้รับการช่วยเหลือออกมา
กัมพูชาย้ำ ผลการปราบปรามเป็นรูปธรรม
ด้านรัฐบาลกัมพูชายืนยันว่า ได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง โดยเพิกถอนใบอนุญาตกาสิโน 25 แห่งที่ต้องสงสัยเกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมออนไลน์
นอกจากนี้ ยังมีผู้ต้องสงสัยเกือบ 1,500 คนจาก 19 ประเทศถูกดำเนินคดี ขณะที่ชาวต่างชาติเกือบ 19,000 คนถูกเนรเทศออกนอกประเทศ และมีชาวต่างชาติอีกประมาณ 290,000 คนเดินทางออกจากกัมพูชาโดยสมัครใจ
ปัญหาศูนย์สแกมในภูมิภาคยังคงได้รับความสนใจจากนานาชาติ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ซึ่งประเมินว่าชาวอเมริกันสูญเสียเงินจากเครือข่ายหลอกลวงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากถึง 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 เพียงปีเดียว