คำนวณค่าไฟด้วยตนเองทำอย่างไร มีขั้นตอนอะไรบ้าง
เวลาบิลค่าไฟมาเมื่อไหร่ หลายคนต่างตั้งคำถามว่าทำไมบิลค่าไฟเดือนนี้ถึงได้แพง? ทั้งที่เดือนที่ผ่านมาก็ใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าไม่กี่อย่าง สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะสูตรคำนวณค่าไฟ ที่มีองค์ประกอบมากมาย ทำให้ค่าไฟผันผวนสูง และเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ถ้าอยากรู้ว่าสูตรคำนวณค่าไฟคืออะไร มีวิธีคิดอย่างไรบ้าง มาหาคำตอบกันได้เลย
ก่อนคำนวณค่าไฟมีข้อควรรู้อะไรบ้าง
ก่อนจะลงมือคิดคำนวณค่าไฟด้วยตนเองได้อย่างถูกต้อง ก็ควรศึกษาองค์ประกอบของค่าไฟที่ใช้คำนวณ และสูตรที่ใช้คำนวณค่าไฟฟ้า เมื่อรู้แล้วก็จะเห็นภาพได้อย่างชัดเจนว่าค่าไฟแพงเกิดจากโครงสร้างของราคา หรือเป็นเพราะพฤติกรรมการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าของเรา
4 องค์ประกอบของค่าไฟที่ต้องใช้คำนวณ
องค์ประกอบที่ใช้ในการคำนวณค่าไฟตามประกาศของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน
(กกพ.) มีทั้งหมด 4 ส่วน ได้แก่ 1. ค่าไฟฟ้าผันแปร 2. ค่าไฟฟ้าฐาน 3. ค่าบริการ และ 4. ภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยมีรายละเอียดดังนี้
- ค่าไฟฟ้าผันแปร เรียกอีกชื่อหนึ่งว่าค่า FT ค่าไฟฟ้าส่วนนี้แสดงถึงต้นทุนผันแปรที่มีความผันผวนอยู่ตลอดเวลา เช่น ราคาน้ำมัน และราคาก๊าซ เป็นต้น ด้วยเหตุนี้จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเมื่อราคาพลังงานเพิ่มสูงขึ้น ค่าไฟฟ้าผันแปร ถึงได้ปรับตัวขึ้นตาม
- ค่าไฟฟ้าฐาน คือ ค่าไฟที่สะท้อนถึงต้นทุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าตั้งแต่เริ่มต้น โดยจะเรียกเก็บแก่ผู้บริโภค 3-5 ปี ล่วงหน้าในอัตราคงที่ และเมื่อประกาศค่าไฟฟ้าฐานออกมาแล้วจะไม่ค่อยมีการปรับเปลี่ยนเหมือนกับค่าไฟฟ้าผันแปร
- ค่าบริการ เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการดำเนินงานของการไฟฟ้า เช่น การจดค่าไฟที่มิเตอร์ หรือการจัดส่งบิลไปตามที่อยู่ต่างๆ เป็นต้น
- ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%
สูตรการคำนวณค่าไฟด้วยตนเองเบื้องต้น
การคำนวณค่าไฟตามหลักเกณฑ์ของกฟน. อ้างอิงจากกำลังไฟฟ้าของเครื่องใช้ไฟฟ้าแต่ละเครื่องต่อจำนวนชั่วโมงที่ใช้ใน 1 วัน ซึ่งจะเห็นได้จากสูตรคำนวณค่าไฟ watt ดังนี้
จำนวนหน่วยต่อวัน (ยูนิต) = (กำลังไฟฟ้า (วัตต์ ) x จำนวนเครื่องใช้ไฟฟ้า ÷ 1,000) x จำนวนชั่วโมงที่ใช้ใน 1 วัน
เมื่อได้จำนวนยูนิตออกมาแล้ว ก็ใช่ว่าจะได้ค่าไฟในทันที เพราะต้องนำไปคำนวณรวมกับอัตราค่าไฟฟ้าตามลักษณะที่อยู่อาศัย เสร็จแล้วก็จะได้ค่าไฟที่ต้องจ่ายต่อเดือน
คำนวณค่าไฟด้วยตนเองมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง
เมื่อรู้สูตรการคำนวณค่าไฟเบื้องต้นด้วยตนเองแล้ว ก็ใช่ว่าจะลงมือคำนวณได้ทันที เพราะมีรายละเอียดในการคำนวณมากมาย ซึ่งคุณสามารถศึกษาได้จากตัวอย่างต่อไปนี้
1. ตรวจสอบจำนวนเครื่องใช้ไฟฟ้า พร้อมประเมินชั่วโมงการใช้งานต่อวัน
การคำนวณค่าไฟด้วยตนเองต้องประเมินว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านมีกำลังไฟเท่าไหร่ โดยสังเกตได้จากตัวอักษร Watt ยิ่งค่ามากเท่าไหร่ ยิ่งแสดงให้เห็นว่ากินไฟมากเท่านั้น หลังจากประเมินกำลังไฟของเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหมดแล้ว ก็นำไปแทนค่าในสูตรคำนวณค่าไฟ ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้
สมมติให้บ้านนาย A มีเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหมด 6 ชนิด โดยแต่ละอย่างมีลักษณะการใช้งานต่อวัน ดังนี้
- เครื่องทำน้ำอุ่น 5,000 วัตต์ 1 เครื่อง ใช้ 30 นาทีต่อวัน
- หม้อหุงข้าว 600 วัตต์ 1 ใบ ใช้ 30 นาทีต่อวัน
- โทรทัศน์ 120 วัตต์ 1 เครื่อง ใช้ 1 ชั่วโมงต่อวัน
- หลอดไฟ 30 วัตต์ 4 หลอด ใช้ 8 ชั่วโมงต่อวัน
- เครื่องปรับอากาศ 2,500 วัตต์ 1 เครื่อง ใช้ 8 ชั่วโมงต่อวัน
- พัดลมตั้งพื้น 50 วัตต์ 1 เครื่อง ใช้ 2 ชั่วโมงต่อวัน
2. คำนวณยูนิตของเครื่องใช้ไฟฟ้าในบาทต่อวันทั้งหมด
เมื่อได้ข้อมูลลักษณะการใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหมดแล้ว ก็ให้นำมาแทนค่าในสูตรการคำนวณค่าไฟฟ้า จำนวนหน่วยต่อวัน (ยูนิต) = [(กำลังไฟฟ้า (วัตต์ ) x จำนวนเครื่องใช้ไฟฟ้า) ÷ 1,000] x จำนวนชั่วโมงที่ใช้ใน 1 วัน
โดยจะได้จำนวนหน่วยที่ใช้ต่อวันของเครื่องใช้ไฟฟ้าแต่ละเครื่อง ดังนี้
เครื่องทำน้ำอุ่น : [(5,000X1) /1,000] X 0.5 = 2.5 หน่วยต่อวัน
หม้อหุงข้าว : [(600X1) /1,000] X 0.5 = 0.3 หน่วยต่อวัน
โทรทัศน์ : [(120X1) /1,000)] X 1 = 0.12 หน่วยต่อวัน
หลอดไฟ : [(30X4) /1,000] X 8 = 0.96 หน่วยต่อวัน
เครื่องปรับอากาศ : [(2,500X1) /1,000] X 8 = 20 หน่วยต่อวัน
พัดลมตั้งพื้น : [(50X1) /1,000] X 2 = 0.1 หน่วยต่อวัน
ดังนั้นจากสูตรคำนวณเครื่องใช้ไฟฟ้า นาย A ใช้ไฟฟ้าต่อวัน เท่ากับ
2.5 + 0.3 + 0.12 + 0.96 + 20 + 0.1 = 23.98 หน่วยต่อวัน
3. คำนวณค่าไฟรายเดือนทั้งหมด
จากตัวเลข 23.98 หน่วยต่อวัน เป็นเพียงการใช้ไฟฟ้าเพียงวันเดียว จึงยังไม่สามารถใช้คำนวณค่าไฟรายเดือนได้ ดังนั้นหากกำหนดให้นาย A ใช้ไฟฟ้าเท่าเดิมทุกวัน ใน 1 เดือนนาย A จะใช้ไฟไปทั้งสิ้น 23.98 X 30 = 719.4 หน่วยต่อเดือน
เมื่อได้ข้อมูลการใช้ไฟฟ้ารายเดือนแล้ว ก็นำตัวเลขดังกล่าวไปคูณกับอัตราค่าไฟตามเรตที่การไฟฟ้ากำหนด หรือหากคุณเช่าหอพักอยู่ ก็ต้องอ้างอิงค่าไฟในเรตของหอพัก ซึ่งสมมติว่าในกรณีของนาย A เป็นผู้เช่าคอนโด โดยผู้ให้เช่าคิดเรตค่าไฟ 8 บาทต่อหน่วย ดังนั้นเมื่อคำนวณค่าไฟออกมาแล้ว ในหนึ่งเดือนนาย A จะเสียค่าไฟเท่ากับ719.4 X 8 = 5,755.2 บาท
คำนวณค่าไฟเสร็จ อย่าลืมใช้ MAKE by KBank ตัวช่วยจัดการจ่ายค่าไฟอย่างมีประสิทธิภาพ
จากวิธีคำนวณค่าไฟข้างต้น ช่วยให้คุณวางแผนประหยัดค่าไฟล่วงหน้าได้ และถ้ายิ่งใช้แอปจัดจ่ายจดอย่าง MAKE by KBank ควบคู่กันไปด้วยแล้ว บอกเลยว่าการวางแผนประหยัดค่าไฟไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เพราะ MAKE by KBank จะทำให้คุณบริหารจัดการเงินได้อย่างเป็นสัดส่วนด้วย 4 ฟีเจอร์ดังต่อไปนี้
Cloud Pocket
ฟีเจอร์ที่มาพร้อมกับคุณสมบัติจัดการเงินในบัญชีได้อย่างเป็นสัดส่วน ผ่านการสร้างกระเป๋า Cloud Pocket โดยคุณสามารถตั้งชื่อกระเป๋าอะไรก็ได้ตามแผนบริหารเงินที่ได้คิดเอาไว้ เช่น กระเป๋าจ่ายค่าไฟ เป็นต้น ซึ่งเมื่อคุณคิดคำนวณค่าไฟจากมิเตอร์ล่วงหน้าที่ต้องการได้แล้ว ก็โอนเงินเข้ามาไว้ใน Cloud Pocket เพื่อจ่ายค่าไฟได้ทันทีหลังจากเงินเดือนออก
Schedule Transfer
แม้ว่าจะคำนวณค่าไฟเครื่องใช้ไฟฟ้าไว้ล่วงหน้า แต่บางครั้งก็ลืมจ่ายค่าไฟ ทั้งที่มีเงินพอจ่ายในบัญชี แต่หากใช้ฟีเจอร์ Schedule Transfer ก็จะโอนเงินจาก Cash Box เข้าสู่กระเป๋า Cloud Pocket สำหรับจ่ายค่าไฟได้แบบอัตโนมัติ ตามเวลาที่ได้ตั้งค่าเอาไว้ เมื่อโอนเงินเข้ามาใน Cloud Pocket แล้ว ระบบก็จะทำการแจ้งเตือน ให้คุณเตรียมโอนจ่ายค่าไฟจากกระเป๋า Cloud Pocket ได้ทุกเวลา
Request Money
เป็นฟีเจอร์ที่เหมาะแก่ชาวหอพักที่อยู่ร่วมกับรูมเมทแบบสุดๆ เพราะเมื่อจ่ายค่าไฟออกไปแล้ว ก็สามารถส่งสลิปค่าไฟแจ้งเตือนรูมเมท สำหรับแชร์ค่าไฟคนละครึ่งผ่านระบบ Request Money เรียกได้ว่าเหมาะกับคนที่ขี้อายไม่กล้าทวงเงินใครอย่างยิ่ง
Expense Summary
การวางแผนคำนวณค่าไฟอย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องใช้ข้อมูลการจ่ายค่าไฟย้อนหลังสำหรับอ้างอิงว่าโดยเฉลี่ยจ่ายค่าไฟกี่บาทต่อเดือน ซึ่งฟีเจอร์ Expense Summary ได้รวบรวมทุกข้อมูลของค่าใช้จ่ายของคุณไว้ให้แล้ว พร้อมแยกแยะหมวดหมู่ค่าใช้จ่ายเอาไว้อีกด้วย
Edit Memo
การโอนเงินจ่ายจากแอปโมบายแบงก์กิ้ง ผู้ใช้งานอาจไม่เห็นว่าจ่ายเงินไปกับธุรกรรมรายการใดกันแน่ ทำให้วางแผนจัดการค่าใช้จ่ายยาก แต่ฟีเจอร์ Edit Memo จะช่วยให้คุณตั้งชื่อรายการธุรกรรมที่ใช้จ่ายได้ทุกครั้ง พร้อมแนบสลิปควบคู่ได้ จึงรู้ได้ว่าจ่ายเงินค่าไฟที่ผ่านมาไปแล้วทั้งหมดเท่าไหร่
คำนวณค่าไฟด้วยตนเอง ประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่าที่คิด
การคำนวณค่าไฟด้วยตนเอง เป็นวิธีประหยัดค่าไฟที่เราแนะนำ เพราะเมื่อคิดคำนวณค่าไฟฟ้าล่วงหน้าออกมาแล้ว ก็จะคาดคะเนค่าไฟในเดือนถัดไปได้ ช่วยให้รู้ว่าควรแบ่งเงินเก็บไว้เท่าไหร่ถึงพอจ่ายค่าไฟ และวางแผนใช้ไฟได้อย่างคุ้มค่า หากคุณกำลังมองหาตัวช่วยเก็บเงินหรือแบ่งเงินไว้ใช้จ่ายในทุกเดือน ห้ามพลาดกับแอป “MAKE by KBank” ผู้ช่วยบริหารจัดการเงินของคนรุ่นใหม่ สมัครง่ายไม่ยุ่งยาก ดอกเบี้ยสูงถึง 1.5% ต่อปี และติดตามความคืบหน้าของดอกเบี้ยที่จะได้รับในแต่ละวันได้ด้วย!