ใช้ยาลดไข้เด็กอย่างไรให้ปลอดภัย? ลดเสี่ยงอันตรายจากยาเกินขนาด
เมื่อลูกเริ่มไม่สบาย ไข้ขึ้น เชื่อว่าสิ่งแรกที่คุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครองจะนึกถึงคือการให้ยาลดไข้เด็กกับลูก แต่การใช้ยาแก้ตัวร้อนในเด็กนั้นจะไม่เหมือนกับผู้ใหญ่ เพราะเด็กมีโอกาสเกิดผลข้างเคียงจากยาได้มากกว่าผู้ใหญ่ แล้วอย่างนี้ ยาลดไข้สูงเด็กจะต้องกินยังไงถึงจะปลอดภัย เลือกยาลดไข้อย่างไรให้เหมาะกับเด็ก ในบทความนี้เรามีคำตอบ
ยาลดไข้เด็กคืออะไร?
ยาลดไข้เด็กคือยาที่มีตัวยาหลักเป็นพาราเซตามอล (Paracetamol) โดยมีความเข้มข้นของตัวยาที่เหมาะสมกับน้ำหนักและอายุของเด็ก รวมถึงมีรสชาติและรูปแบบยาที่ทำให้เด็กสามารถรับประทานได้ง่ายกว่ายาลดไข้ของผู้ใหญ่
ยาลดไข้เด็กมีหน้าที่หลักคือ ช่วยลดอุณหภูมิของร่างกายเมื่อเด็กมีไข้จากสาเหตุต่าง ๆ เช่น การติดเชื้อไวรัส ไข้หวัดใหญ่ การฉีดวัคซีน หรือการอักเสบในร่างกาย นอกจากนี้ยังช่วยบรรเทาอาการปวดร่วมด้วย เช่น ปวดหัว ปวดเมื่อย หรือปวดฟัน ซึ่งตัวยาจะออกฤทธิ์หลังทานภายใน 30-60 นาที และออกฤทธิ์นาน 4-6 ชั่วโมง
ยาลดไข้เด็กต่างกับยาลดไข้ธรรมดาอย่างไร?
ที่จริงแล้วยาลดไข้เด็กกับยาลดไข้ธรรมดาต่างก็เป็นตัวยาชนิดเดียวกันคือพาราเซตามอล ที่มีคุณสมบัติลดไข้และบรรเทาอาการปวด แต่สิ่งที่แตกต่างกันอย่างสำคัญคือ “ปริมาณและรูปแบบของยา” ที่ออกแบบมาให้เหมาะกับวัยและร่างกายของแต่ละคน
โดยยาลดไข้เด็กจะมีความเข้มข้นของพาราเซตามอลที่น้อยกว่ายาลดไข้ธรรมดา เนื่องจากร่างกายของเด็กยังมีระบบการทำงานของตับและไตที่ยังไม่สมบูรณ์เท่าผู้ใหญ่ เพื่อป้องกันยาเกินขนาดจึงต้องใช้พาราเซตามอลในขนาดต่ำ นอกจากนี้ ยาลดไข้เด็กมักจะอยู่ในรูปแบบยาน้ำหรือยาน้ำเชื่อมที่มีการแต่งสีแต่งกลิ่นรส เพื่อให้เด็กสามารถทานได้ง่าย
เลือกยาลดไข้เด็กอย่างไรให้เหมาะกับลูก?
ก่อนเลือกยาลดไข้ให้กับลูก ๆ คุณพ่อคุณแม่ควรเลือกยาลดไข้เด็กที่เหมาะสมโดยพิจารณาจากปัจจัยเหล่านี้
อาการป่วยของเด็ก
หากเด็กมีอาการไข้สูงจากการเจ็บป่วยทั่วไป เช่น ไข้หวัด หรือปวดหัวปวดฟัน ให้เลือกใช้ยาพาราเซตามอล แต่ถ้าเด็กมีไข้ร่วมกับการอักเสบเนื่องจากติดเชื้อ บาดเจ็บ หรือใช้ยาพาราเซตามอลแล้วอาการไม่ดีขึ้น อาจพิจารณาใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs อย่างไอบูโพรเฟน
ทั้งนี้สำหรับการใช้ยากลุ่ม NSAIDs ในเด็กมักมีข้อควรระวังมากกว่าผู้ใหญ่ จึงไม่ควรซื้อให้ลูกทานเอง ให้ใช้ตามคำแนะนำของกุมารแพทย์หรือเภสัชกรเท่านั้น
น้ำหนักตัวและอายุของเด็ก
การเลือกยาลดไข้เด็กจะต้องคำนึงถึงช่วงอายุและน้ำหนักตัว โดยทั่วไปจะคำนวณขนาดยาพาราเซตามอลสำหรับเด็กอยู่ที่ประมาณ 10–15 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ต่อครั้ง และสามารถให้ได้ทุก 4–6 ชั่วโมง แต่ไม่เกิน 4 ครั้งต่อวัน
สำหรับยาลดไข้เด็กที่มีวางจำหน่ายทั่วไปมักจะมีระบุไว้ถึงช่วงอายุที่เหมาะสมและปริมาณที่ควรใช้ แนะนำให้ใช้ตามคำแนะนำที่ระบุไว้บนฉลากยาเพื่อประสิทธิภาพที่ดีที่สุด
รูปแบบของยา
เด็กแต่ละช่วงวัยมีความสามารถในการกลืนยาที่แตกต่างกัน การเลือกรูปแบบยาจึงควรสอดคล้องกับวัยและความสะดวกในการให้ยา สำหรับยาลดไข้เด็กควรจะเป็นยาน้ำ ยาน้ำเชื่อม ที่เด็กสามารถทานได้ง่าย ซึ่งผลิตภัณฑ์ยาลดไข้เด็กของ Lotemp ออกแบบมาเพื่อเด็กโดยเฉพาะ รสชาติอร่อย ทานง่าย และมีปริมาณยาพาราเซตามอลที่เหมาะสมกับวัย
ข้อควรรู้เกี่ยวกับการใช้ยาลดไข้เด็กที่ผู้ปกครองต้องใส่ใจ เพื่อความปลอดภัยของลูกน้อย
การใช้ยาลดไข้เด็กอย่างปลอดภัย นอกจากจะต้องคำนึงถึงปริมาณยากับน้ำหนักตัวของเด็กแล้ว ยังมีข้อควรรู้และข้อควรระวังก่อนใช้ ดังนี้
- กรณีเด็กอายุต่ำกว่า 3 เดือน ห้ามให้ยาลดไข้กับลูกเองเด็ดขาด ควรให้แพทย์สั่งให้เท่านั้น
- เวลาวัดอุณหภูมิเด็กจะต้องใช้เทอร์โมมิเตอร์หรือปรอทเท่านั้น ไม่ใช้การวัดด้วยมือแตกหน้าผาก
- ให้ใช้ยาลดไข้เด็กเมื่อมีอาการแล้วเท่านั้น ไม่กินยาดักล่วงหน้า
- ควรใช้ยาแก้ไข้เด็กตามคำแนะนำของแพทย์ ให้ปริมาณยาตามที่แพทย์สั่งหรือที่ระบุบนฉลากยาเท่านั้น เพื่อป้องกันการได้รับยาเกินขนาด หรือยาไม่สามารถออกฤทธิ์ได้เต็มประสิทธิภาพ
- หากไข้ไม่ลดลงหลังจากใช้ยาลดไข้แล้ว ไม่ควรเพิ่มขนาดยาเอง ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุเพิ่มเติม
- นอกจากการใช้ยาแล้ว ควรลดไข้เด็กด้วยวิธีอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น การเช็ดตัวเด็ก การใช้แผ่นเจลลดไข้ เพื่อระบายความร้อนจากร่างกายได้ดีขึ้น
ยาลดไข้เด็ก Lotemp จาก Biopharm บรรเทาไข้และอาการปวดอย่างปลอดภัย
การดูแลลูกเมื่อมีไข้เป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ การเลือกใช้ยาลดไข้เด็กที่เหมาะสมถือเป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยให้ลูกน้อยรู้สึกสบายและฟื้นตัวได้เร็วขึ้น
สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องการเลือกซื้อยาลดไข้เด็กที่เหมาะสม ปลอดภัย ใช้งานง่าย ขอแนะนำ Lotemp ยาลดไข้เด็กจาก Biopharm มีตัวยาพาราเซตามอลที่เหมาะสมกับช่วงวัย ปราศจากแอลกอฮอล์และแอสไพริน ไม่ระคายเคืองกระเพาะอาหาร สามารถใช้บรรเทาไข้และอาการปวด เหมาะที่จะซื้อติดไว้เป็นยาสามัญประจำบ้าน เพื่อช่วยดูแลลูกน้อยได้อย่างมั่นใจในยามเจ็บป่วย