เมื่อวันที่ (23 มี.ค. 62) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การออกมาใช้สิทธิของประชาชนจำนวนมากในวันเลือกตั้งล่วงหน้า 17 มีนาคม ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวทางการเมืองของประชาชน ที่มีต่อการเลือกตั้ง 24 มีนาคมนี้ โดยมีสิ่งที่ทุกคนคาดหวัง คือ ผลักดันให้บุคคลที่ชื่นชอบ ไปสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่ 30
เมื่อได้ ส.ส.เข้าสู่ สภาผู้แทนราษฎร ครบ 500 คนแล้ว หากเป็นระบบเดิม 500 คนนี้ จะทำหน้าที่เป็นตัวแทนประชาชนทั้งประเทศในการโหวตเลือกผู้ที่เหมาะสมมาเป็น “นายกรัฐมนตรี”
แต่ในรัฐธรรมนูญ 2560 มีคำถามพ่วงที่ผ่านการลงประชามติมาด้วยว่า ให้ ส.ว.250 คน ที่มาจากการแต่งตั้ง 200 คน และการสรรหา 50 คน มีสิทธิร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีด้วย ทำให้การเลือกนายกรัฐมนตรี หลังการเลือกตั้งครั้งนี้ จะมีผู้มีสิทธิเลือก 750 เสียง เป็น 500 เสียง จาก ส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้ง และ 250 เสียง จาก ส.ว.ที่มาจากการแต่งตั้งและสรรหา โดยคสช. ด้วยเงื่อนไขเช่นนี้ ทำให้หลายพรรคการเมือง ออกมาแสดงจุดยืน ที่จะมีผลต่อการเลือกนายกรัฐมนตรี 376 เสียง คือ ตัวเลขของเสียงในสภาอย่างน้อยที่สุด ที่จะส่งให้ “แคนดิเดต” ของพรรคใดพรรคหนึ่ง ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่พรรคการเมืองที่จะเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีได้ ต้องมีเสียง ส.ส.อย่างน้อย 25 เสียง
แต่ตัวเลข 376 เป็นตัวเลข ที่คิดจากฐาน ส.ส. 500 เสียง บวกกับ ส.ว. 250 เสียง ซึ่งหาก 250 ส.ว.ร่วมกันโหวตให้แคนดิเดตคนใดคนหนึ่งอย่างพร้อมเพรียง ก็ต้องการอีกเพียง 126 เสียง จากการรวมกันของ ส.ส. ก็จะสามารถได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี
นั่นหมายความว่า หาก 250 ส.ว. ไม่ร่วมโหวตให้พรรคใด ก็เปนเรื่องยาก ที่พรรคนั้น จะรวบรวมเฉพาะเสียง ส.ส.ให้ได้ถึง 376 เสียง โดยเฉพาะเมื่อเราเห็นกันแล้วว่า การเลือกตั้งระบบใหม่ ไม่เอื้อให้มีพรรคใดพรรคหนึ่งได้ ส.ส.จำนวนมาก เพราะยิ่งได้ ส.ส.เขตมาก ก็ยิ่งมีโอกาสได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อน้อยลง
ดังนั้น พรรคการเมืองหลายพรรค จึงประกาศว่า จะเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ จากคนที่ได้เสียงสนับสนุนจาก ส.ส.อย่างน้อย 251 เสียงเท่านั้น เพราะถือว่า ส.ส.มาจากการเลือกตั้งของประชาชน หาก ส.ส.มีเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว คือ 251 เสียง ก็เรียกร้องให้ ส.ว.เคารพมติของประชาชน ที่เลือกตั้งมา
ตัวเลข 251 ยังเป็นตัวเลขที่สำคัญในแง่การจัดตั้งรัฐบาล หลังจากได้ “นายกรัฐมนตรี” คนใหม่แล้ว เพราะแม้ว่า จะมีนายกรัฐมนตรีที่มาจากการโหวตของ ส.ว.250 เสียง แต่หากไม่สามารถรวบรวมเสียง ส.ส.ได้ถึง 251 เสียง ก็จะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎร ไม่สามารถผ่านญัติอภิปรายงบประมาณ ไม่สามารถผ่านกฎหมาย รวมทั้งจะไม่ผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งหมายความว่า รัฐบาลเสียงข้างน้อยจะทำงานไม่ได้อย่างแน่นอน เพราะในขั้นตอนเหล่านี้ ส.ว.ไม่สามารถตามมาช่วยโหวตได้ หลังปิดหีบเลือกตั้ง 17.00 น.วันพรุ่งนี้ ตัวเลข ส.ส.แต่ละพรรค จึงถูกนำมาวางเป็นสูตรจัดตั้งรัฐบาล ภายใต้เงื่อนไขจุดยืนต่างๆ ที่แต่ละพรรคประกาศมาก่อนหน้านี้ และมีตัวเลข 126 ,251 และ 376 เป็นเป้าหมาย