ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ถ้าแบ่งเป็น 2 ฝั่ง คือ พรรคพลังประชารัฐ และพรรคเพื่อไทย เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เมื่อดูจาก จำนวน ส.ส. ที่มากกว่าของพรรคเพื่อไทย และดูจากคะแนนรวมทั้งหมดที่พรรคพลังประชารัฐได้มากกว่าแล้ว ตอนนี้นับว่า ทั้ง 2 ฝั่งมีโอกาสการจัดตั้งรัฐบาลพอ ๆ กัน
โดยมาดูที่ฝั่งพรรคเพื่อไทย เป็นที่ชัดเจนมาก่อนการเลือกตั้งว่าน่าจะมีการจับมือกันกับ พรรคอนาคตใหม่ พรรคเศรษฐกิจใหม่ พรรคเสรีรวมไทย และพรรคเพื่อชาติ โดยเพื่อไทยมีจำนวน ส.ส.เบื้องต้น 130 คน อนาคตใหม่ 74 คน เศรษฐกิจใหม่ 6 คน เสรีรวมไทย 10 คน และเพื่อชาติ 5 คน
ขณะที่พรรคพลังประชารัฐ มี ส.ส.ในมือตอนนี้ 120 คน ซึ่งรวมกับพรรครวมพลังประชาชาติไทย ที่ได้มา 4 คน และมีโอกาสรวมกับพรรคประชาธิปัตย์ 49 คน ที่แม้ตอนแรกนายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เคยประกาศว่าจะไม่สนับสนุนพลเอกประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ภายหลังก็ได้ออกมาระบุว่าเป็นความเห็นส่วนตัว และไม่ใช่มติพรรคประชาธิปัตย์แต่อย่างใด ซึ่งล่าสุดนายอภิสิทธิ์ก็ได้แถลงลาออกจากหัวหน้าพรรคแล้วเมื่อวานนี้ (24 มี.ค.62) ทำให้ประชาธิปัตย์ถูกจับตามองว่าจะเลือกจับมือกับขั้วไหน แต่หากดูจากอุดมการณ์ และการต่อสู้ทางการเมืองของพรรคที่ขับเคี่ยวมากับพรรคเพื่อไทยมาโดยตลอด ก็นับว่า มีโอกาสสูงที่พรรคประชาธิปัตย์จะอยู่กับพรรคพลังประชารัฐ ถึงแม้รวมกันแล้ว 3 พรรค คือพลังประชารัฐ ประชาธิปัตย์ และรวมพลังประชาชาติไทย จะได้ส.ส.ทั้งหมด 173 คน หากรวมกับคะแนน ส.ว. 250 เสียงแล้ว อาจจะเลือกนายกรัฐมนตรีได้คนที่ต้องการ แต่ถ้าเป็นรัฐบาลยังถือว่าเสียงน้อยเกินไป
ดังนั้นพรรคตัวแปรสำคัญ ตอนนี้ จึงอยู่ที่ พรรคภูมิใจไทย 49 คน พรรคชาติไทยพัฒนา 11 คน พรรคชาติพัฒนา 3 คน และอื่น ๆ ว่าสุดท้าย จะจับมือกับขั้วไหน ซึ่งต้องติดตามอย่างใกล้ชิด