ใกล้เข้าสู่ช่วงเทศกาลวันสงกรานต์ ที่ประชาชนจะเดินทางกลับภูมิลำเนาเป็นจำนวนมาก ซึ่งทุกปีที่ผ่านมาเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน โดยมีสาเหตุหลักมาจากปัญหาเมาสุรา ขับรถเร็วเกินกฏหมายกำหนด ในปีนี้ทางกระทรวงหมาดไทย พร้อมกำชับให้ทุกจังหวัดประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คุมเข้มบังคับใช้กฏหมาย ดำเนินคดีขั้นรุนแรงกับบุคคลที่ยังคงฝ่าฝืนพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กำชับให้ทุกจังหวัดร่วมกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควบคุมดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชนในช่วงเทศกาลวันสงกรานต์ โดยเฝ้าระวังด้านการจราจร ตรวจแอลกอฮอล์ และคุมเข้มบังคับใช้กฏหมาย เพื่อลดอุบัติเหตุ มุ่งเน้นรณรงค์ให้ตระหนักถึงการปฏิบัติตามกฏจราจรเป็นหลัก ซึ่งคณะรัฐมนตรี มีความเห็นว่าให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจทำสำนวนคดีที่เกิดจากบุคคลที่จงใจฝ่าฝืนกฏหมาย เช่น ขับรถเร็ว ดื่มสุรา หรือใช้ยาเสพติดแล้วขับขี่ยานพาหนะจนทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต จะมีสำนวนคดีแตกต่างจากคดีอุบัติเหตุทั่วไป เพื่อให้ศาลได้พิจารณาโดยเฉพาะ เนื่องจากสถิติพบว่าอุบัติเหตุส่วนใหญ่เกิดมาจาก 3 สาเหตุ คือ เมาแล้วขับ ขับขี่รถเร็วเกินกฏหมายกำหนด และเสพสารเสพติดขับรถขณะที่การเตรียมพร้อมด้านอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนระหว่างเดินทาง ได้จัดเตรียมจุดพักรถ รวมถึงกำหนดพื้นที่ที่มีสถิติเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง เช่น บริเวณถนนสาย 304 และถนนเพชรบูรณ์ หล่มสัก โดยเพิ่มความเข้มข้นบังคับใช้กฏหมายจราจรมุ่งเน้นตรวจแอลกอฮอล์ และควบคุมความเร็ว ซึ่งเจ้าหน้าที่มีความพร้อมทั้งหมดแล้ว
นอกจากปัญหาเมาแล้วขับ อีกหนึ่งปัญหาที่ต้องป้องปรามกันในช่วงวันหยุดเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึง ก็คือการลวนลามหรือคุกคามทางเพศ ซึ่งผลสำรวจความคิดเห็นเป็นที่น่าตกใจ มีจำนวนประชาชนที่ถูกลวนลามในช่วงเทศกาลสงกรานต์สูงถึง 48.7 % ส่วนสาเหตุการเกิดพฤติกรรมการคุกคามทางเพศอันดับแรกมาจากการขาดสติการการดื่มเครื่องดื่มสุราและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงข้อมูลเมื่อปี 2560 ว่า ผู้หญิง 59.3% เคยถูกฉวยโอกาส ถูกลวนลามคุกคามทางเพศ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เพื่อให้ทุกฝ่ายได้ตระหนักและหาแนวทางป้องกันปัญหา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการส่งเสริมสุขภาพ(สสส.)ร่วมกับ กรมกิจการสตรีและครอบครัว มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล จึงจัดกิจกรรมรณรงค์ ภายใต้แนวคิด “สงกรานต์ปลอดภัย ปลอดเหล้า เคารพสิทธิ”
ด้าน พ.ต.อ.เผด็จ ภู่บุบผากาญจน ผู้กำกับการฝ่ายอำนวยการสำนักงานกฎหมายและคดีสำนักงานตำรวจแห่งชาติกล่าวว่าปัญหาการคุกคามทางเพศเป็นการกระทำผิดกฎหมาย ผู้ก่อเหตุต้องได้รับโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญาไม่ว่าจะเป็นการจับก้นจับหน้าอกหรือทำอนาจารอื่นๆ โทษจำคุกไม่เกิน 10 ปีปรับไม่เกิน 200,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ