วันนี้ทีมข่าวพีพีทีวี ได้ลงพื้นที่สำรวจการใช้รถเมล์ หลังการปรับขึ้นอัตราค่าโดยสารใหม่ พบว่า แม้จะมีการปรับขึ้นราคา แต่ยังมีประชาชนเดินทางมาใช้บริการตามปกติ โดยประชาชนส่วนใหญ่บอกว่ายอมรับได้กับการปรับราคาขึ้น แต่หลังจากการปรับขึ้นขอให้มีการพัฒนาคุณภาพการบริการที่ดีมากขึ้น ให้รถเข้ามาถึงป้ายตรงเวลาก็เพียงพอ
ขณะที่นายประยูร ช่วยแก้ว รักษาการผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ยืนยันว่า การปรับค่าโดยสารครั้งนี้มีข้อดี เพราะจะเป็นการสร้างแรงจูงใจสำหรับรถร่วม ขสมก. ที่ต้องการปรับขึ้นราคา ต้องจัดหารถที่มีคุณภาพมาให้บริการประชาชน ซึ่ง ขสมก.เองพร้อมที่จะรับคำติชมและคำแนะนำจากประชาชน ส่วนกรณีฟ้องที่ไปร้องศาลปกครองนั้นหากมีคำสั่งใหม่ก็พร้อมที่จะปฎิบัติตาม
วันนี้ ศาลปกครองกลาง นัดไต่สวนในคดีที่นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นฟ้องกรณีปรับขึ้นค่าโดยสารรถสาธารณะ เพื่อไต่สวนคำขอคุ้มครองชั่วคราว โดยศาลปกครอง มีความเห็นให้ทาง ขสมก.และ บขส. เข้ามาให้รายละเอียดเพิ่มเติมที่ศาล ก่อนวันพุธที่ 24 เมษายนนี้ ทางศาลปกครอง จะมีความชัดเจน เรื่องการสั่งคุ้มครองชั่วคราวต่อการขึ้นค่าโดยสาร
ด้าน นายสุเมธ องกิตติกุล ผู้อำนวยการวิจัย ด้านนโยบายการขนส่ง และโลจิสติกส์ TDRI มองว่า ค่าโดยสารใหม่นี้มีความสอดคล้องกับต้นทุนของผู้ประกอบการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สิ่งจำเป็นคือต้องเข้าไปดูว่าการขึ้นราคาจะส่งผลต่อผู้รายได้น้อยมากขนาดไหน เพื่อที่จะออกมาตรการเยียวยาต่อไป
ต้นทุนของรถประจำทางแต่ละชนิด โดยรถเมล์ปัจจุบันปรับขึ้นเป็น 8 บาทตลอดสาย ต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ 12.28 บาท รถปรับอากาศธรรมดา ราคาปรับขึ้นเป็น 12-20 คิดตามระยะทาง ต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่คนละ 25.03 บาท รถปรับอากาศใช้ก๊าซ ราคาปรับขึ้นเป็น 13-25 คิดตามระยะทาง ต้นทุนอยู่ที่ 26.03 บาท รถปรับอากาศยูโรทู รุ่น 796 คัน ราคาใหม่ 15-20-25 คิดตามระยะทาง ต้นทุนอยู่ที่ 30.74 บาท และ รถปรับอากาศยูโรทู รุ่น 500 คันราคาใหม่ 15-20-25 คิดตามระยะทาง ต้นทุนอยู่ที่คนละ 33.20 บาท ซึ่งทั้งหมดเป็นข้อมูลต้นทุนของ ขสมก.ในเดือนตุลาคม 2561