ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 27 พ.ค. ที่ผ่านมา เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) โดยเนื้อหาเป็นการแก้ไขเกี่ยวกับความผิดทางเพศ
ทั้งนี้น่าสนใจว่า มีการนิยามคำว่า “กระทำชำเรา” จากเดิมที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 276 โดยระบุว่า
“การกระทำชำเราตามวรรคหนึ่ง หมายความว่าการกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำโดย การใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำกระทำกับอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น หรือการใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น”
แต่ในพระราชบัญญัติที่เพิ่งประกาศใช้ กำหนด นิยามของคำว่า “กระทำชำเรา” เสียใหม่ โดยเขียนไว้ใน (18) ของมาตรา 1 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งนิยามการกระทำชำเราว่า “กระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำ โดยการใช้ อวัยวะเพศของผู้กระทำล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น”
ซึ่งเป็นการตัดคำว่า “หรือการใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น” ออกไป ทำให้จากนี้การใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศ จะมิใช่การกระทำชำเราอีกต่อไป หากแต่ถูกจัดหมวดหมูอยู่ในส่วนของการกระทำอนาจาร
สองคำนิยาม ความหมายกับโทษ ที่ทั้งเหมือนและต่าง
ทั้งนี้โทษของการกระทำอนาจารนั้นก็มีกำหนดไว้ในกฎหมายที่มีการแก้ไขไม่ว่าจะเป็น
มาตรา 278 ที่ระบุว่า หากกระทำแก่ผู้มีอายุกว่า 15 ปี โดยใช้กำลังประทุษร้าย และไม่สามารถขัดขืนได้ หากเป็นการใช้วัตถุอื่นที่ไม่ใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศ หรือทวารหนัก ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 4-20 ปี และปรับตั้งแต่ 80,000 – 400,000 บาท
ตัดตอนคดีข่มขืน ความเศร้าที่มากกว่า “ประหาร” หรือไม่
สาวโวย ถูกลวนลามบนแอร์พอร์ตลิงค์ แต่รถไฟไม่มีกล้องวงจรปิดเอาผิดคนร้าย
หากใช้อาวุธปืนหรือวัตถุระเบิด หรือทำในลักษณะโทรมหญิง โทษจำคุก 15-20 ปี ปรับ 300,000 – 400,000 บาท หรือจำคุกตลอดชีวิต
ซึ่งหากเปรียบกับโทษการกระทำชำเราตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 276 ที่แก้ใหม่ จะพบว่าแม้นิยามต่างกัน แต่จะมีโทษที่ไม่ต่างกันต่างกัน คือหากเป็นการกระทำชำเรา ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่แปดหมื่นบาทถึงสี่แสนบาท หรือหากมีการใช้อาวุธปืนหรือระเบิด หรือรุมโทรม ก็ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-20 ปี และปรับตั้งแต่สามแสนบาทถึงสี่แสนบาท หรือจำคุกตลอดชีวิตเช่นเดียวกัน
หรือการอนาจารและกระทำชำเราเด็กต่ำกว่า 13 ปีก็มีโทษที่ไม่ต่างกันทั้งในมาตรา 279 และมาตรา 277 กล่าวคือ หาก “ต้องระวางโทษจำคุก 7-20 ปี และปรับ 140,000 - 400,000 บาท หรือจำคุกตลอดชีวิต”
ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง เป็นการกระทำแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 7- 20 ปี และปรับตั้งแต่ 140,000 - 400,000 บาท หรือจำคุกตลอดชีวิต
อย่างไรก็ตามหากเป็นการกระทำอนาจารแก่เด็กอายุไม่เกิน 15 ปี จะพบว่าโทษของอนาจารกับการกระทำชำเราจะมีความแตกต่างกัน
โดยมาตรา 279 ที่ระบุว่า หากกระทำอนาจารแก่เด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไม่ว่าจะยินยอมหรือไม่ ต้องระวางโทษไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
แต่หากเป็นการกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาหรือสามีของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5- 20 ปี และปรับตั้งแต่ 100,000 – 400,000 บาท
หรือหากมีการกระทำจนถึงแก่ความตายแล้ว หากเป็นการกระทำชำเราตามมาตรา 277 จะระบุโทษสถานเดียวคือการประหารชีวิต
แต่หากเป็นการอนาจาร ตามมาตรา 279 หากถึงแก่ความตาย กฎหมายระบุว่าต้องระวางโทษ “ประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดโทษชีวิต”
ทั้งนี้นายสมบัติ วงศ์กำแหง โฆษกสภาทนายความกล่าวว่า เมื่อกฎหมายบัญญัติเช่นนี้ก็ถือว่ากลับไปสู่จุดเดิม ที่การกระทำชำเราต้องหมายถึงการใช้อวัยวะเพศล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศ หรือทวารหนัก หรือทางช่องปากเท่านั้น ซึ่งนับตั้งแต่วันที่กฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ก็จะถือว่าการกระทำดังกล่าวไม่ใช่การกระทำชำเราหากแต่เป็นการอนาจาร ซึ่งก็ต้องย้อนไปดูคดีเก่าๆ เพราะถือว่ากฎหมายเป็นคุณ
ทั้งนี้นายสมบัติได้ตั้งข้อสังเกตด้วยว่า ในตอนท้ายของพระราชบัญญัติ ที่มีหมายเหตุถือว่ามีคีย์เวิร์ดสำคัญคือ การระบุว่าการแก้ไขครั้งนี้เพื่อเป็นการปรับปรุงบทนิยมคำว่า “กระทำชำเรา” ให้ชัดเจน และสอดคล้องกับการกระทำชำเราตามธรรมชาติ