เมื่อวันที่ (18 ก.ค. 62) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การตรวจในครั้งนี้ รศ.วัชรินทร์ กาสลัก ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโยธา วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในในพระบรมราชูปถัมภ์ หรือ วสท. และนายช่างใหญ่กรมโยธาธิการและผังเมือง ลงพื้นที่ตรวจสอบโครงสร้างศาลาริมน้ำของวัดเพชรสมุทรวรวิหาร อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม ที่อยู่ติดกันกับศาลาริมน้ำแม่กลองหลังที่พังถล่มจนเป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 21 คน และเสียชีวิตอีก 2 ราย เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม ที่ผ่านมา
ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโยธา อธิบายโครงสร้างศาลาริมน้ำหลังที่มีลักษณะเดียวกันกับหลังที่พังถล่ม ว่า เสาโครงสร้างอาคารถูกออกแบบให้รับน้ำหนักในแนวดิ่งปักเสาเข็มลงไปในดิน เมื่อตรวจสอบจากตัวศาลาพบว่ามีรอยเคลื่อนตัวออกจากแนวกันดินประมาณ 5 เซนติเมตร และเริ่มรอยร้าวด้านล่างควรทำการรือถอนมากกว่าซ่อม เพราะเป็นอันตราย
เสาเข็มของอาคารมีลักษณะปักลงในดิน และใช้เสาต้นเดียวกัน เป็นคอนกรีตโครงสร้างด้านบนบวกกับเกือบทั้งหมดทำให้มีน้ำหนักมาก เมื่อดินด้านล่างฝั่งริมน้ำถูกกัดเซาะไปเรื่อยๆ ทำให้เสาอีกฝั่งไม่มีแรงต้านจึงเกิดการเคลื่อนตัวและเอน บวกกับเสาแตกร้าวเหล็กเสื่อมสภาพ เมื่อรับน้ำหนักถึงจุดที่เกินจะสามารถรับได้ ทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น ส่วนทางคดีขณะนี้ยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหากับใคร ซึ่งพื้นที่ดังกล่าววัดเพชรสมุทรวรวิหารและเทศบาลเมืองสมุทรสงครามเป็นผู้ดูแล
เบื้องต้นมีตัวแทนจากสภาทนายความจังหวัดสมุทรสงคราม เข้ามาเก็บข้อมูลความเสียหาย คาดว่าผู้บาดเจ็บและผู้ที่ได้รับผลกระทบจะเจรจาตกลงค่าเสียหายกันได้ แต่หากเกิดปัญหาไม่สามารถเจรจากันได้สภาทนายความจังหวัดสมุทรสงคราม พร้อมเข้ามาช่วยเหลือด้านกฎหมายให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ
ล่าสุดวันนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม เตรียมประกาศให้พื้นที่เกิดเหตุเป็นพื้นที่ประสบสาธารณภัย เพื่อให้หน่วยงานต่างๆเกี่ยวข้องเข้ามารื้อสิ่งปลูกสร้างจะได้สะดวก และดำเนินการแผนซ่อมแซมก่อสร้างเขื่อนกั้นน้ำ พร้อมปรับปรุงภูมิทัศน์โดยใช้งบประมาณของปี 2563