เนปาลมีมรดกโลก 4 แห่ง แบ่งเป็นมรดกโลกด้านศิลปวัฒนธรรม 2 แห่ง คือ
ลุมพินีวัน และเขตุหุบเขากาฐมาณฑุ และมรดกโลกทางธรรมชาติอีก 2 แห่ง คือ อุทยานแห่งชาติสครมาธา และอุทยานแห่งชาติจิตวัน
สำหรับ ลุมพินีวัน เป็นพุทธสังเวชนียสถานที่สำคัญแห่งที่ 1 ใน 4 สังเวชนียสถานของชาวพุทธ เป็นสถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า ลุมพินีวันอยู่ในเขตประเทศเนปาล ติดชายแดนประเทศอินเดียทางเหนือเมืองโคราฆปุระ
ลุมพินีวัน มีเนื้อที่ประมาณ 2,000 ไร่ ทางการเรียกสถานที่นี้ว่า รุมมินเด มีสภาพเป็นชนบท มีผู้อาศัยอยู่ไม่มาก มีสิ่งปลูกสร้างเป็นพุทธสถานเพียงเล็กน้อย แต่มีวัดพุทธอยู่ในบริเวณนี้หลายวัด รวมทั้งวัดไทยลุมพินี ลุมพินีวันได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลก ประเภทมรดกทางวัฒนธรรม ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540
เขตุหุบเขากาฐมาณฑุ ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของเนปาล ที่มีวัดและวัง ที่ ยูเนสโกขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกถึง 7 แห่ง กระจายตัวอยู่ทั้งใน 3 เมือง คือ เมืองภักตาปุร์ เมืองปาฏาน และเมืองกาฐมาณฑุ
เขตุหุบเขากาฐมาณฑุ ถือเป็นมรดกโลกที่ยังมีลมหายใจ เพราะโบราณสถานต่างๆยังมีประชาชนอยู่อาศัย เหมือนกับเมืองฮอยอันของประเทศเวียดนาม
สถานที่สำคัญของเขตุหุบเขากาฐมาณฑุ ที่นักท่องเที่ยวชอบเดินทางไปคือ จัตุรัสกาฐมาณฑุ ดูร์บาร์ หรือพระราชวังหนุมานโดก้า ซึ่งเป็นสถานที่ประกอบพระราชพิธีสำคัญของราชวงศ์ และบ้านของกุมารี ที่ชาวเนปาลเชื่อกันว่าเป็นตัวแทนแห่งเทพกาลีอยู่ในนี้
สำหรับพระราชวังหนุมานโดก้ เป็นอาคารสไตล์ยุโรปสีขาว มีหอสูง 9 ชั้นเรียกว่า "หอพสันต์ปุร์"เดิมเป็นสถานที่ที่กษัตริย์เนปาลเสด็จทอดพระเนตรพิธีสวนสนามในวันเฉลิมฯ ที่หน้าประตูพระราชวังแห่งนี้มีรูปปั้น "หนุมานโธกา" ตั้งตระหง่านอยู่บนแท่นยกสูง ทำหน้าที่ "ทวารบาล" คอยปกปักรักษาพระราชวัง
ส่วนบ้านกุมารี จะเป็นตึกไม้สูง 3 ชั้นแกะสลักบานประตูและหน้าต่างอย่างสวยงาม
"กุมารี" คือเทพสมมุติ ที่จะคัดเลือกเด็กหญิงวัย 3 ขวบจากวรรณะ"ศากยะ" มีคุณสมบัติครบ 4 ประการ คือ ผมดำสนิท ฟันขาวครบเต็มปาก ลิ้นสมบูรณ์ และสามารถเลือกหยิบสิ่งของเครื่องใช้ส่วนตัวของ "กุมารีคนเก่า" ได้อย่างถูกต้อง
"กุมารี" จะอยู่ในตำแหน่งและพำนักอยู่ใน "บ้านกุมารี" จนอายุครบ 13 ปี หรือจนกว่าจะมีประจำเดือน เนื่องจากคนเนปาลมีความเชื่อว่าห้าม "กุมารี" หลั่งเลือดออกจากร่างกาย เพราะหมายถึงความวิบัติและกลียุค
หลังพ้นชีวิต "กุมารี" แล้ว เด็กสาวแรกรุ่นอดีตกุมารีจะกลับไปชีวิตเป็นอิสระแบบคนธรรมดาสามัญ รวมถึงการมีครอบครัว....แต่ไม่มีหนุ่มๆคนไหนกล้าเสี่ยงขอ "อดีตกุมารี" แต่งงาน เพราะหวาดผวาต่อคำร่ำลือที่ว่า...คนที่เป็นสามีมักจะอายุไม่ยืน
อีกหนึ่งสถานที่คือ เจดีย์พระสวยัมภูวนารถ หรือที่ชาวเนปาลเรียกว่า "วัดลิง" เพราะบนภูเขาเต็มไปด้วยฝูงลิงนับพันตัว เจดีย์พระสวยัมภูวนารถ จะมีการเขียนตา–คิ้วไว้ทั้ง 4 ด้าน ตามความเชื่อว่าจะปกป้องรักษาทั้ง 4 ทิศ บริเวณโดยรอบองค์เจดีย์มีการก่อสร้างสถาปัตยกรรมโบราณที่ผสมผสานกันระหว่างศาสนาพุทธและฮินดูอย่างกลมกลืน
สำหรับอุทยานแห่งชาติจิตวัน อยู่ทางทางตะวันตกเฉียงใต้ ของกรุงกาฐมาณฑุ ได้รับการยกย่องให้เป็นอุทยานแห่งชาติที่ดีที่สุดในเอเชีย ด้วยความหลากหลายทางระบบนิเวศของสภาพผืนป่าแบบกึ่งร้อนชื้นที่ยังอุดมสมบูรณ์ ทั้งทุ่งหญ้า หนองน้ำ และไม้ยืนต้น สัตว์ป่ากว่า 46 สายพันธุ์ นกกว่า 500 สายพันธุ์ และยังเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ป่าที่เสี่ยงสูญพันธุ์ เช่น แรดนอเดียว เสือโคร่ง จระเข้น้ำจืด ควายไบซัน ช้างป่า และกวางสี่เขา
ส่วนอุทยานแห่งชาติสครมาถา อุทยานแห่งนี้ตั้งอยู่ในประเทศเนปาลตรงบริเวณชายแดนติดต่อกับทิเบต มีชื่อเป็นภาษาเนปาลว่า สครมาถา ซึ่งแปลว่า "หน้าผากแห่งท้องฟ้า" (เอเวอเรสต์) อุทยานแห่งนี้มีพื้นที่ประมาณ 1240 ตารางกิโลเมตร ตั้งขึ้นมาเพื่อพิทักษ์พรรณไม้และพันธุ์สัตว์ในบริเวณแถบนี้ และนอกจากจะมีทั้งยอดเขาเอเวอเรสต์แล้วก็ยังมียอดเขาที่สูงเกินกว่า 7,000 เมตร อีกกว่า 7 ยอด และมีสัตว์ เช่น กระต่ายป่า หนูผี และนกอีกว่า 120 ชนิด
ยอดเขาเอเวอเรสต์ เป็นยอดเขาหนึ่งในเทือกเขาหิมาลัย ซึ่งเกิดจากการชนกันของแผ่นเปลือกโลกยูเรเซียนและแผ่นเปลือกโลกอินเดีย ในทางภูมิรัฐศาสตร์ ยอดเขาเอเวอเรสต์ถือเป็นจุดแบ่งพรมแดนระหว่างประเทศเนปาลและทิเบต โดยชาวเนปาลเรียกยอดเขาเอเวอเรสต์ว่า สครมาถา หมายถึง หน้าผากแห่งท้องฟ้า ส่วนชาวทิเบตขนานนามยอดเขาแห่งนี้ว่า โชโมลังมาหมายถึง มารดาแห่งสวรรค์ในแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวไปปีนเขาที่ยอดเขาเอเวอเรสต์ เป็นจำนวนมาก
มรดกโลกทั้ง 4 แห่งมีส่วนสำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยวประเทศให้เดินทางเข้าไปท่องเที่ยวในเนปาล
ข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวของเนปาล ระบุว่าในปี 2556 นักท่องเที่ยวต่างชาติไปเที่ยวเนปาลปีละประมาณ 8 แสนคน ส่วนใหญ่ 50 % ไปท่องเที่ยวพักผ่อน 4 แสนกว่าคน เดินป่าปีนเขา 1 แสนคน 13% แสวงบุญ 9% หรือประมาณ 7 หมื่นกว่าคน
นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปเที่ยวเนปาลมากที่สุด 5 อันดับ คือ อินเดีย 1 แสน 8 หมื่นคน จีน 1 แสนคน สหรัฐอเมริกา 4 หมื่น 7 พันคน ไทยอันดับ 4 ปีละประมาณ 4 หมื่นคน และอังกฤษ 3.5 หมื่นคน
ส่วนรายได้จากการท่องเที่ยวของเนปาล ในปี 2556 เนปาล มีรายได้จากการท่องเที่ยว 390 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท