เมื่อวันที่ (21 ส.ค. 62) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การผ่าตัดรักษาโรคนิ่วในถุงน้ำดีด้วยการส่องกล้องลักษณะนี้ เป็นสิ่งที่แพทย์โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย ใช้รักษาผู้ป่วยวันละ 5-10 คน ส่วนใหญ่จะพบก้อนนิ่วขนาดเล็ก-ใหญ่กระจัดกระจายอยู่ โดยเฉพาะผู้ป่วยรายล่าสุดที่เข้ารับการผ่าตัด เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม เป็นชายอายุ 61 ปี พบก้อนนิ่วมากถึง 1,898 ก้อน ซึ่งถือว่าพบก้อนนิ่วมากที่สุดตั้งแต่ผ่าตัดมา
สำหรับสาเหตุของโรคนิ่วในถุงน้ำดี ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่สันนิษฐานว่าเกิดจากผู้ป่วยมีไขมันสูง แคลเซียมในร่างกายสูง น้ำดีมีการติดเชื้อ หรือท่อน้ำดีมีการอุดตัน ปัจจัยเหล่านี้ทำให้เกิดการตกตะกอน แต่ยังไม่ได้พิสูจน์ว่าเป็นสาเหตุของการเกิดโรค 100 เปอร์เซ็นต์ จึงทำให้ยังไม่สามารถป้องกันโรคได้ และโรคนิ่วในถุงน้ำดีพบมากที่สุดในคนอีสาน ประมาณร้อยละ 10 ของประชากร
สอดคล้องกับข้อมูลทางการวิจัยพบว่า การพบนิ่วเป็นพันก้อน น่าจะเกิดจากสะสมในตัวคนไข้มานานนับสิบปีแล้ว ส่วนสาเหตุของโรค เกิดจากความผิดปกติของน้ำดี และเม็ดเลือดแดง ซึ่งเป็นโรคเกี่ยวกับเชื้อชาติ จึงไม่สามารถป้องกันได้
โรคนิ่วในถุงน้ำดี ไม่ค่อยแสดงอาการ มักตรวจพบโดยบังเอิญจากการอัลตราซาวด์ช่องท้อง มีเพียงร้อยละ 30 ที่จะมีอาการปวด แน่นท้อง ท้องอืดบ่อย เหมือนโรคกระเพาะ แพทย์จึงแนะนำให้ผู้ที่ปวดท้อง แน่นท้องเรื้อรัง หรือแม้แต่ไม่มีอาการใด ๆ ให้อัลตราซาวด์ช่องท้อง ในการตรวจสุขภาพประจำปี