เสือโคร่งของกลางที่ยึดมาจากวัดป่าหลวงตาบัวฯ ที่สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเขาประทับช้างนำมาดูแลภายในกรงขนาด 40 ตารางเมตร ปัจจุบันมีเสือจากวัดอยู่ที่สถานีเพาะเลี้ยงฯ ทั้งหมด 31 ตัว ได้แยกเสือไว้กรงละ 1 ตัว โดยแยกตัวที่มีอาการหนักไว้บริเวณอื่นเพื่อดูแลอาการเป็นพิเศษ เหลือเพียงตัวที่มีอาการน้อยถึงปานกลางที่สามารถพาสื่อมวลชนเข้าชมได้
นอกจากนี้ ยังมีกรงขนาดใหญ่ สำหรับเสือที่ต้องการพื้นที่เป็นพิเศษ แต่เนื่องจากมีเพียง 10 กรง ทำให้ไม่สามารถย้ายเสือทุกตัวมาอยู่ได้ ทางสถานี้เพาะเลี้ยงฯ จึงสร้างกรงใหญ่เพิ่มอีก 10 กรง เพื่อให้เสือมีพื้นที่เดินเล่นมากขึ้น โดยมีกำหนดเสร็จสิ้นเดือนก.ย.นี้
นายบรรพต มาลีหวล หัวหน้าสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเขาประทับช้าง ระบุว่า ทางสถานีเพาะเลี้ยงฯ รับเสือโคร่งมาดูแลตั้งแต่ปี 2559 โดยรับมาดูแลทั้งหมด 85 ตัว หลังจากรับมาก็ให้สัตวแพทย์สังเกตพฤติกรรมและตรวจสุขภาพอย่างเข้มข้น ผ่านมา 30 วันก็เจอว่า 40 ตัวมีอาการหายใจเสียงหอบ เครียด อุจจาระเหลว เมื่อได้ข้อมูลก็ปรับสภาพการดูแล ปรับอาหาร และรักษาไปตามอาการ
ต่อมาเดือนพ.ค.ปีเดียวกัน เสือเริ่มตายเป็นตัวแรก เมื่อผ่าพิสูจน์สาเหตุก็พบลิ้นกล่องเสียงบวมจนปิดช่องอากาศหายใจ ต่อมาก็เริ่มทยอยตายอาการเดียวกันอีก จึงเก็บชิ้นเนื้อให้ ม.มหิดล ตรวจสอบ พบว่าเป็นเชื้อไข้หัดสุนัขเป็นสาเหตุทำให้ลิ้นกล่องเสียงบวมและเป็นอัมพาต โดยการป่วยเป็นโรคนี้เมื่อเกิดความเครียด หรือเจอสภาพอากาศร้อนชื้นมาก ๆ ก็จะทำให้ลิ้นกล่องเสียงบวมมากขึ้นจนปิดทางเดินหายใจ
โดยเสือที่เหลืออยู่ 31 ตัวในขณะนี้ ตรวจไม่พบเชื้อไข้หัดสุนัขแล้ว แต่อาการอัมพาตยังคงอยู่และไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ จึงต้องเฝ้าระวังไม่ให้เสือเครียดหรือเจอสภาพอากาศที่ร้อนชื้นจัด ซึ่งเป็นสาเหตุที่อาจกระตุ้นอาการจนทำให้เสือตายได้
ด้าน น.สพ.อนุรักษ์ สกุลพงษ์ นายสัตวแพทย์ประจำสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเขาประทับช้าง ระบุว่า สาเหตุของอาการลิ้นกล่องเสียงอัมพาต เป็นผลมาจากเชื้อไข้หัดสุนัข ซึ่งเป็นไปได้ว่าอาจจะติดมาจากสัตว์อื่นที่เป็นพาหะ หรือติดจากนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมชมวัด ซึ่งเป็นการติดเชื้อก่อนที่เสือเหล่านี้จะถูกพามาอยู่ที่นี่
นอกจากเรื่องการดูแลเสือ สถานีฯ ได้พาสื่อมวลชนดูการเก็บซากเสือโคร่ง ซึ่งบางส่วนเก็บไว้ในถังขนาด 200 ลิตร โดยผ่าชิ้นส่วนไว้และแช่ในฟอร์มาลีนและบางส่วนที่ฟอร์มาลีนเสื่อมสภาพแล้วก็ได้นำฝังดิน
ส่วนเรื่องของการเผาทำลายซาก ต้องส่งเรื่องไปยังกรมอุทยานฯ และรอให้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบก่อนจึงจะสามารถเผาซากเสือได้ ซึ่งหัวหน้าสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเขาประทับช้าง ระบุว่า ทั้งหมดเพื่อป้องกันให้ไม่สังคมเกิดความเคลือบแคลงใจว่าเป็นการเผาทำลายหลักฐาน