องค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติหรือยูนิเซฟ (UNISEF) เปิดเผยว่า เด็กและเยาวชนอายุกว่า 18 ปีจำนวนเกือบ 10 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้ราวหนึ่งในสี่มีอายุไม่ถึง 5 ปี อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบเลวร้ายสุดจากเหตุไฟป่าบนเกาะสุมาตรา และบนเกาะบอร์เนียว ในส่วนของอินโดนีเซีย พร้อมระบุว่า เด็กเล็กมีความเสี่ยง ที่จะได้รับผลกระทบจากปัญหามลพิษทางอากาศมากเป็นพิเศษ เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ ส่วนทารกที่มารดาสัมผัสกับมลพิษระหว่างการตั้งครรภ์ อาจมีน้ำหนักตัวแรกเกิดน้อยกว่าเกณฑ์และอาจคลอดก่อนกำหนด
นอกจากนี้ยังองค์การยูนิเซฟยังระบุด้วยว่า ปัญหาคณภาพอากาศย่ำแย่เป็นปัญหาที่ท้าทายและทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องสำหรับอินโดนีเซีย เนื่องจากในทุก ๆ ปี เด็กจำนวนหลายล้านคนต้องหายใจเอาอากาศ ที่เป็นพิษเข้าไปในร่างกาย และเป็นอันตรายต่อสุขภาพ บางครั้งต้องขาดเรียน ดังนั้นไฟป่าที่เกิดขึ้นส่งผลให้เกิดความเสียหายทั้งต่อร่างกายและต่อสติปัญญาในระยะยาว
ด้านสำนักบริการด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโคเปอร์นิคัส ส่วนหนึ่งของโครงการสังเกตการณ์โลกของยุโรป เปิดเผยว่าเหตุไฟป่าอินโดนีเซียในปีนี้ ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศเกือบเทียบเท่ากับเหตุไฟป่าที่เกิดขึ้นในปี 2015 ถือว่าเป็นสถานการณ์เลวร้ายที่สุดในรอบ 2 ทศวรรษ ท่ามกลางความพยายามของเจ้าหน้าที่ดับเพลิงอินโดนีเซียกว่า 29,000 นายที่เร่งฉีดน้ำเข้าสกัด และส่งเฮลิคอปเตอร์บรรทุกน้ำ 48 ลำ ขึ้นบินดับไฟป่าในจุดที่ยากต่อการเดินเท้าเข้าถึง ตลอดจนเร่งทำฝนเทียม เพื่อกระตุ้นให้เกิดฝนตกลงมาบรรเทาสถานการณ์ให้กลับเข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็ว