ทีมงานของ DSI แต่ละชุด ประกอบด้วย ชุดสืบสวนที่ทำหน้าที่ตามหาวัตถุพยานที่สำคัญ คือ ทรัพย์สินของบิลลี่ที่หายไป ทั้งรถจักรยานยนต์ กล้องถ่ายรูป เป้สะพายหลัง ย่าม และกระเป๋าคาดที่อกของบิลลี่ ซึ่งชุดนี้ เปิดเผยความคืบหน้าเพียงว่า กำลังติดตามวัตถุพยานเหล่านี้อยู่ / ชุดต่อมา คือ ชุดที่ทำหน้าที่สอบสวนพยานในที่เกิดเหตุ / ชุดติดตามพยานหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้อง และชุดที่ทำหน้าที่รวบรวมพื้นที่บางจุดที่ต้องสงสัย ซึ่งทุกชุดเข้ามาร่วมประชุมวันนี้ โดยมี พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เข้าร่วมประชุม
พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในฐานะหัวหน้าชุด เปิดเผยว่า ที่ประชุมวันนี้ ลงรายละเอียดการทำงานทุกเรื่องที่ต้องทำ เพราะจำเป็นต้องทำคดีนี้อย่างละเอียดรอบคอบในทุกขั้นตอน ให้ความสำคัญกับหลักฐานทุกชิ้น เพราะเป็นหลักฐานที่ได้มาอย่างยากลำบาก ส่วนการสอบสวนพยานที่เกี่ยวข้อง เป็นการสอบสวนพยานที่เชื่อว่ามีการกระทำความผิดแต่ไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลการสอบสวนได้ และยังไม่ตัดประเด็นที่มีคลิปเผยแพร่ภาพการตัดไม้ของเจ้าหน้าที่อุทยาน ที่ถูกระบุว่า บิลลี่เป็นถ่ายภาพ แม้จะมีพยานยืนยันว่า เป็นไม้ล้ม และถูกนำไปใช้ทำป้ายรงเรียน ตชด.ก็ตาม โดยจะสอบสวนให้ความจริงปรากฎ ทำให้ในภาพรวมขณะนี้ DSI มีข้อมูล พยาน หลักฐานที่ผ่านการลงรายละเอียดแล้วเป็นประโยชน์ต่อรูปคดีมากขึ้น สามารถบอกได้ว่า มีความคืบหน้าไปจากเดิมที่เคยบอกไว้เมื่อสัปดาห์ที่แล้วคือ 70% ไปพอสมควร แต่ยังต้องรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมอยู่และมั่นใจว่าจะสรุปคดีได้ทันกรอบเวลาคือ วันที่ 3 ธันวาคม 2562
ส่วนผลการตรวจกระดูกมนุษย์ที่พบภายหลังอีก 8 ชิ้น รองอธิบดี DSI ระบุว่า สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ แจ้งมาว่าจะใช้เวลาอีกประมาณ 2 สัปดาห์ เพราะการตรวจหาดีเอ็นเอ จากกระดูก ตรวจยากกว่าการหาจากเนื้อเยื่อ โดยยังคงใช้วิธีการตรวจแบบ “ไมโตคอนเดรีย ดีเอ็นเอ” ที่เน้นการหาสารพันธุกรรมที่สัมพันธ์กันจากแม่สู่ลูก เหมือนที่ตรวจจากชิ้นส่วนกะโหลกด้านใน ที่สามารถระบุได้ว่า เป็นกะโหลกของบิลลี่
ส่วนสำนวนการสืบสวนของ ป.ป.ท.ในประเด็นที่ตรวจสอบว่า เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ควบคุมตัวบิลลี่ และไม่ได้ดำเนินคดี ไม่ได้ส่งตัวให้ตำรวจ ก่อนบิลลี่จะหายตัวไป ซึ่งถูกส่งต่อไปให้ ป.ป.ช.แล้ว และ DSI ทำเรื่องขอสำนวนนี้จาก ป.ป.ช.คาดว่าจะได้มาในอีกประมาณ 2 สัปดาห์เช่นกัน เพื่อนำมาประกอบกับข้อมูลและพยานหลักฐานของ ป.ป.ช.
มีรายงานด้วยว่า DSI ได้เชิญหัวหน้าชุดสืบสวนคดีบิลลี่หายตัวไป ของตำรวจภูธรภาค 7 มาให้ขอมูลประกอบในสำนวนแล้ว เพราะสำนวนของตำรวจ สรุปไว้ว่า ไม่พบว่าเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ปล่อยตัวบิลลี่ โดยอ้างอิงจากการให้ปากคำของเจ้าหน้าที่อุทยาน ที่ไม่สอดคล้องกับหลักฐานอื่น เช่น ภาพรถอุทยานคันที่ใช้ควบคุมตัวบิลลี่จากกล้องวงจรปิด ซึ่งพบว่า จากจุดที่อ้างว่าปล่อยตัวบิลลี่ไปแล้ว แต่รถคันนี้กลับมีทิศทางตรงไปทางขึ้นเขาพะเนินทุ่ง ทั้งที่เจ้าหน้าที่อุทยานให้การว่าเดินทางกลับบ้านทันที ซึ่งเป็นคนละเส้นทางกัน แต่เมื่อให้เจ้าหน้าที่อุทยานเขียนเส้นทางกลับบ้าน กลับไม่พบรถอุทยานคันนี้ผ่านกล้องที่จับภาพเส้นทางกลับ โดยตำรวจและ DSI ไล่ตรวจสอบภาพจากกล้องตัวนี้ในทุกช่วงเวลาที่เป็นไปได้แล้ว ในวันที่ 17 เมษายน 2557 ซึ่งเป็นวันที่บิลลี่หายตัวไป
รวมทั้งประเด็นการให้ปากคำของพยานที่เคยบอกว่า เห็นบิลลี่หลังจากถูกปล่อยตัวไปแล้ว แต่ภายหลังมากลับคำให้การเป็น “ไม่เห็นบิลลี่” จากการที่ตำรวจจำลองเหตุการณ์และพบว่า จุดที่พยานให้การว่าเห็นบิลลี่ ไม่สอดคล้องกันทั้งตำแหน่งและช่วงเวลาที่อ้างว่าเห็นบิลลี่