เห็นผลจริง! ศาสตร์พระราชา ฟื้นคืนธรรมชาติ ดิน น้ำ ป่า มอบชีวิตใหม่เกษตรกรไทย

โดย PPTV Online

เผยแพร่

เดินทางมาถึงปีที่ 7 แล้ว สำหรับโครงการ “พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน” ด้วยการน้อมนำศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่น ในการฟื้นธรรมชาติ ดิน น้ำ ป่า และคืนคุณภาพชีวิตแก่เกษตรกร

โดยปีนี้ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสํารวจและผลิต จํากัด ร่วมกับ ศูนย์บูรณาการเทคโนโลยีเพื่อการแก้ไขปัญหาประเทศ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) (Integrated Technology Operations KMITL : ITOKmitl) และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ได้เปิดผลวิจัยของ โครงการวิจัย “การออกแบบเชิงภูมิสังคมไทย การติดตามและประเมินผลเพื่อบริหารจัดการน้ำชุมชนอย่างมีส่วนร่วม” ที่ทำการเกษตรตามแนวทางศาสตร์พระราชา ในรูปแบบ “โคก หนอง นา โมเดล” ในการกับเก็บน้ำในดิน เพื่อให้ชาวบ้านสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในได้ตลอดทั้งปี ณ ไร่ติ่งตะวัน บ้านแม่ฮ่าง ตำบลนาแก อำเภองาว จังหวัดลำปาง

ฟื้นชีวิตจาก“เขาหัวโล้น” สู่ต้นพันธุ์ไม้หลากหลายพร้อมชีวิตสัตว์น้อยใหญ่กลับคืนมา

ผศ.พิเชฐ โสวิทยสกุล (อ.โก้) รักษาการผู้อำนวยการศูนย์บูรณาการเทคโนโลยีเพื่อการแก้ไขปัญหาประเทศ สจล. เจ้าของโครงการวิจัยฯ เล่าว่า พื้นที่ตรงนี้ ตอนแรกที่เข้ามาไม่มีอะไรเลย สิ่งที่เห็น คือ ดินมีลักษณะแข็ง และมีสารเคมีปริมาณมาก เพราะชาวบ้านใช้ยาฆ่าแมลงในไร่ข้าวโพด  ซึ่งผลการวิจัยในครั้งนี้ พบการเปลี่ยนแปลง 2 อย่าง คือ ด้านกายภาพ ในแง่ของความหลากหลายและพันธุกรรมพืช เพราะก่อนที่จะมาเป็นต้นไม้ร่มรื่น เมื่อก่อนเป็นเขาหัวโล้นที่มีต้นไม้ชนิดเดียว คือ ข้าวโพด เป็นวิกฤตของโลกที่ความหลากหลายทางธรรมชาติหายไป แต่ปัจจุบันพบว่ามีต้นไม้กว่า 200-300 ชนิดเกิดขึ้น แต่ความหลากหลายที่พบไม่ใช่แค่เรื่องพันธุ์ไม้อย่างเดียว ยังมีทั้งนก ผึ้ง และสารพัดสิ่งมีชีวิตกลับคืนมา

เมื่อป่ากลับมาจิตสำนึกของคนก็กลับมาด้วย....

แต่ความสำเร็จที่แท้จริงของงานวิจัยนอกเหนือจากในเชิงกายภาพได้ผืนป่ากลับคืนมาสิ่งสำคัญคือผลที่เกิดกับ “คน”  เพราะนอกจากเขาหัวโล้นกลับมาเป็นป่าเขียว ยังส่งให้ชาวบ้านลุกขึ้นมาช่วยกันดูแลฟื้นฟูป่า พร้อมกับขยายองค์ความรู้ด้วยการเป็น  “วิทยากร” เพื่อสร้างการรับรู้เรื่องการดูแลป่าในพื้นที่อื่นๆ ให้ขยายออกไปอีกด้วย

สำหรับงานวิจัยชิ้นนี้ อ.โก้ อธิบายว่า ออกแบบตามหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ที่เน้นไปที่การเก็บน้ำฝนให้มีเพียงพอใช้ได้ตลอดทั้งปี โดยคำนวณว่าใน 1 ปี จะใช้น้ำฝนทำอะไรบ้าง กี่ลูกบาศก์เมตร ซึ่งหากมีน้ำที่เก็บไว้ได้ตลอดปี ในรูปแบบ โคก หนอง นา ต้นไม้ก็จะเจริญเติบโตได้ต่อเนื่องเช่นกัน ไม่ว่าจะฤดูฝน หรือ ฤดูแล้ง ก็ยังมีน้ำหล่อเลี้ยงป่า

“ต้นสักบางพื้นที่ พอเข้าหน้าแล้งจะทิ้งใบหมดเลยเพราะไม่มีน้ำให้กิน เขาก็ต้องทิ้งใบเพื่อลดการคายน้ำ แต่ในขณะเดียวกันถ้าเราเก็บน้ำไว้ในดินได้เพียงพอตลอดทั้งปี ต้นไม้จะไม่ทิ้งใบแต่จะเจริญเติบโต อย่างน้อยก็ 4-5 เดือน การเจริญเติบโตมันต่อเนื่อง”

นอกจากเก็บน้ำแล้ว ต่อมาคือการปรับปรุงดินที่ครั้งหนึ่งเคยเต็มไปด้วยสารเคมี

ผศ.พิเชฐ เล่าถึงการแปรสภาพดินที่มีสารเคมีว่าจากผลพวงของพื้นที่ที่ปลูกพืชเชิงเดี่ยวอย่างข้าวโพด ชาวบ้านใช้สารเคมี ทั้งยาฆ่าหญ้าและปุ๋ยเคมี ขั้นแรกจึงต้องใช้เครื่องมาตรวจวัดคุณภาพดินเพื่อหาสารต่างๆ ที่เป็นพิษ เช่น สารไนไตรท์ เพราะถ้าหากมีปริมาณมากจะทำให้สัตว์น้ำติดเชื้อ หรือทำให้น้ำเป็นกรด รวมถึงเชื้อจุลินทรีย์ของฉี่หนู ที่มักจะทำลายเนื้อเยื่อ จากนั้นเก็บตัวอย่างน้ำในระยะเวลา 24 ชั่วโมง รวมถึงเก็บซากไส้เดือนเพื่อหาเหตุการตาย ตรงนี้จะทำให้ทราบว่า “สารเคมีที่ซึมลงพื้นดินขยายเป็นวงกว้างเท่าไหร่”  เมื่อกำหนดจุดได้แล้วว่าพื้นที่ตรงไหนที่ไม่ปลอดภัยขั้นต่อมาก็ต้องหาวิธี “กรองสารเคมี” โดยใช้พืชบำบัดตามหลักของในหลวงรัชกาลที่ 9 เช่น หากมีโลหะหนักต้องนำผักตบชวามาวางดูดซับไว้

“ หยุดใช้สารเคมี มันเลยทำให้สิ่งแวดล้อม สิ่งมีชีวิต หรือแม้กระทั่งคน พอเข้ามาอยู่ตรงนี้ มันก็จะมีความสุขหายใจได้เต็มปอด สุขภาพเจ้าของพื้นที่เขาก็ดีขึ้น”

แต่ก็ยังเจอปัญหาจาก การเคลื่อนไหวทางสังคม (Social Movement)

“ การขับเคลื่อนสังคมในแต่ละพื้นที่ ต่อให้พื้นที่ออกแบบดียังไง มีเครื่องมือยังไง พร้อมยังไงก็ตาม ถ้าคนไม่เอาซะอย่างก็ไปไม่รอด เพราะฉะนั้นปัญหาของงานวิจัยคือหา Social Movement ควบคู่ไปกับการฟื้นฟูสภาพทางกายภาพ คือ มันยากตรงงานสร้างคน”

เปิด “บ้านฟากนา ฟาร์มสเตย์” ของอดีตเซลล์หันหลังให้ชีวิตกรุงเทพฯสู่กสิกรรมธรรมชาติบนความพอเพียง

"ลุงดาบ" ผู้สานต่อศาสตร์พระราชา มุ่งมั่นถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น

แต่ก็ใช่ว่าจะ “สร้างคน” ไม่ได้เลย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ ประวีณ ศิราไพบูลย์พร (ติ่ง) เจ้าของไร่ติ่งตะวัน

ติ่งเป็น 1 ใน 13 สมาชิก ครัวเรือนที่ปรับมาทำ “โคก หนอง นา” ตามโครงการวิจัยฯ และยังเป็นคนแรกในจังหวัดลำปางที่ยอมเปลี่ยนมาทำเกษตรทฤษฎีใหม่ ด้วยเหตุผลเพราะ “ชอบศาสตร์พระราชาอยู่แล้ว” แต่ไม่มีโอกาสได้เรียนรู้ จนได้มาพบกับ อาจารย์ยักษ์ ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปัจุบันมีตำแหน่งเป็นนายกสมาคมดินโลก ที่มาอบรมจนตัวเองมีความเข้าใจ ประกอบกับนิสัยชอบเข้าป่าทำให้เห็นว่าป่ากำลังจะหายไปและคนก็หาประโยชน์จากป่ามากขึ้น ทำให้สนใจและอยาก ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ตามศาสตร์พระราชา พร้อมกับเรียนรู้ธรรมชาติควบคู่ไปด้วยกัน

“ ได้อยู่กับครอบครัว แล้วก็ได้ทำในสิ่งที่ผมรู้ แล้วป่าผืนนี้ผมก็ชอบ มันมีความสุข ได้ทำในสิ่งที่เราอยากทำ เราก็ชอบด้วย ปลื้มใจด้วย แล้วก็ชื่นใจด้วย ได้หาต้นไม้ใบหญ้ามาปลูกสีเขียวอย่างนี้ครับ”

เรื่องราวของ “สวนบุญทวี” จุดหักดิบจากสวนเคมีสู่พื้นที่เกษตรอินทรีย์ 40 ไร่แห่งจันทบุรี

แม้พื้นที่บ้านแม่ฮ่าง จังหวัดลำปาง จะเป็น 1 ใน 3 ของพื้นที่โครงการวิจัยฯ แต่พื้นที่แห่งนี้ต่างจากอีก 2 แห่งอันได้แก่ บ้านนาเรียง จ.อุดรธานี และบ้านห้วยกระทิง จ.ตาก ที่ทำสำเร็จมาแล้ว เพราะมีความพิเศษตรงที่เป็นพื้นที่ภูเขา ซึ่งมีความยากใน “การจัดการน้ำ” เพราะต้องขุดดินบนพื้นที่ลาดชันและขุดคลองไส้ไก่เพื่อกักเก็บน้ำและบังคับน้ำฝนให้ไหลไปยังพื้นที่ที่ต้องการ เมื่อน้ำซึมลงดิน ต้นไม้ก็เจริญเติบโตงอกงาม ช่วยชะลอการไหลบ่าของน้ำจากยอดเขา และลดการชะล้างหน้าดินได้อีกด้วย

นอกจากนี้ การจัดการพื้นที่ก็สำคัญอย่างมาก ต้องปรับพื้นดินให้เป็นขั้นบันได เพื่อให้น้ำค่อย ๆ ไหลลงในจุดที่ขุดคลองไส้ไก่ดักเอาไว้ มิเช่นนั้นจะทำให้ต้นไม้ไม่สามารถกักเก็บน้ำไว้หล่อเลี้ยงและส่งผลให้หน้าดินถูกชะล้างไหลลงไปพื้นที่ด้านล่างภูเขาอย่างรวดเร็ว

ไม่ต่างจากไร่ติงตะวัน เพราะไร่ตะวันแดง ของ ปนัดดา ปิ่นเงิน (แดง) ซึ่งหันมาจัดการพื้นที่รูปแบบ โคก หนอง นา ด้วยเช่นกัน มีผลพวงที่ตามมาคือ ผลผลิตของพืชผักผลไม้ปลอดสารพิษและปลอดภัย

แต่เดิมเธอเลือกทำการเกษตรเพียงแค่ “ไร่ข้าวโพดและใช้สารเคมี”  เนื่องจากไม่มีความรู้ในการเพาะปลูกพืชชนิดอื่น แต่หลังจากได้ไปเข้าร่วมอบรมที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง เรียนรู้การทำเกษตรอินทรีย์ไร้สารเคมี จึงทำให้เกิดความคิดที่จะอยากเปลี่ยนแปลงไร่ของตนเองขึ้นมา

“ ปีแรกยังไม่ได้ทำเลยนะ ไปอบรมมา ปี 2557 - 2558 แต่ยังตกลงกับคนในครอบครัวไม่ได้มีเรื่องขัดแย้งกันอยู่ เพราะคนหนึ่งจะทำอินทรีย์คนหนึ่งจะทำเคมี มันก็มีการแย้งกันไม่ลงเอย จนมาทำปี 2559 ”

แต่หลังจากทำความเข้าใจกับคนในครอบครัวได้แล้ว ก็เริ่มเปลี่ยงแปลงไร่ของตัวเองด้วยการขุดดิน นำต้นกล้วยมาปลูกในพื้นที่เพื่อดูดซับน้ำให้ความชุ่มชื่นและยังเป็นพี่เลี้ยงให้กับต้นไม้อื่น ๆ หลังจากนั้นจึงปลูกพืชผักที่รับประทานได้ จนกระทั่งเวลาผ่านมา 3 ปี ตอนนี้มีพืชที่ปลูกแล้ว เช่น กล้วย, อะโวคาโด, เงาะ, มะม่วง, สับปะรด, พริก, มะเขือ และตะไคร้ เป็นต้น

“เราได้กินพืชอินทรีย์ปลอดสารพิษที่เราปลูกเองกินเอง ไม่ต้องไปซื้อข้างนอก เพราะซื้อข้างนอกก็ไม่ปลอดภัยเขาพ่นยา”

 ผลผลิตที่ได้จากการทำเกษตร เช่น หลังเก็บไว้รับประทานเองในครอบครัว ยังนำไปแจกจ่ายญาติพี่น้องแบบหมุนเวียแลกเปลี่ยนกัน รวมถึงยังเก็บไว้ขายอีกส่วนหนึ่งซึ่งพืชที่สร้างรายได้หลัก คือ กล้วย และมะม่วง

“หัวหน้าฉิม” ผู้ยึดมั่นในศาสตร์พระราชาทำให้คนอยู่กับป่าได้อย่างยั่งยืน

ภาคเอกชนพร้อมหนุนนำ “ศาสตร์พระราชา” ขยายผลทั่วประเทศ

คุณอาทิตย์ กริชพิพรรธ ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ เชฟรอนประเทศไทย เปิดเผยว่า โครงการวิจัย “การออกแบบเชิงภูมิสังคมไทย การติดตามและประเมินผลเพื่อบริหารจัดการน้ำชุมชนอย่างมีส่วนร่วม” เป็นส่วนหนึ่งของ โครงการ “พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน” ซึ่งเป็นการสร้างองค์ความรู้ และผลวิจัยยังสร้างให้เกิดการยอมรับในระดับนโยบาย เพื่อช่วยขับเคลื่อนประเทศไทย ซึ่งหน่วยงานวิชาการ และหน่วยงานภาครัฐ สามารถนำไปเป็นทางเลือกในการพัฒนาพื้นที่ และสังคมต่อได้

โดยขณะนี้โครงการ “พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน”กำลังอยู่ในช่วงขยายผลไปทั่วประเทศอย่างรวดเร็วค่อนข้างดี ประกอบกับปีนี้ช่วงที่เกิดการแห้งแล้งแต่พื้นที่ที่ทำตามศาสตร์พระราชาไม่ได้แห้งแล้งตาม จึงทำให้พื้นที่ใกล้เคียงเห็นผลประจักษ์ที่เกิดขึ้น จนเกิดความสนใจที่จะทำตามเพิ่มเป็นจำนวนมาก

โครงการ “พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน” เป็นโครงการหนึ่งที่ตอบโจทย์เรื่องของการพัฒนาคุณภาพชีวิต  ซึ่งตรงกับนโยบายด้านสังคมที่เราดำเนินงานอยู่ เชฟรอนเราทำงานในพื้นที่ในอ่าวไทยก็จริง แต่เราก็อยากมีโครงการที่ทำในลักษณะที่ยกระดับคุณภาพชีวิตของทั้งประเทศด้วย

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ