เปิด “บ้านฟากนา ฟาร์มสเตย์” ของอดีตเซลล์หันหลังให้ชีวิตกรุงเทพฯสู่กสิกรรมธรรมชาติบนความพอเพียง

โดย PPTV Online

เผยแพร่

“สุ” สุกัญญา บำรุง จากเซลล์ขายเครื่องปรับอากาศขนาดใหญ่ในเมืองหลวง สู่ ชีวิตเกษตรกรที่เดินตามรอยศาสตร์พระราชา ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ทุ่มเท “ทั้งแรงกาย แรงของหัวใจและความศรัทธา” ปลุกปั้นที่ดิน 2 ไร่ ให้กลายเป็น “บ้านฟากนา ฟาร์มสเตย์”

การเดินทางมาของคนเมืองกับ โครงการพลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อ ของแผ่นดิน ปีที่ 7” ที่จังหวัดเลย เหมือนเป็นการมาเยี่ยมบ้าน มาดูผลผลิตสิ่งที่คุณสุสะสมมาตลอด นอกจากความรู้สึกดีใจและภูมิใจแล้วเธอยินดีถ่ายทอดเรื่องราวที่เกิดขึ้นใน “บ้านฟากนา ฟาร์มสเตย์” ให้ฟังแบบใจต่อใจ

จุดเริ่มต้นจากเจ้านายเก่าพยายามผลักดันให้พนักงานเข้าโครงการ ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง เรียนรู้ศาสตร์พระราชา เกษตรทฤษฎีใหม่ เศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งในตอนแรกเธอ “ไม่อยากไป”

"ในวันนั้นเรายังคิดว่าสุไม่อยากไปเลย เราไม่อยากจะต้องไปอยู่ 3 คืน 4 วัน แล้วก็ต้องไปขุดดิน ไปเรียนรู้อะไรที่เราคงไม่ได้ใช้หรอกในชีวิตประจำวัน” 

แต่เมื่อระยะเวลาผ่านไปสิ่งต่างๆเริ่มซึมซับทั้งจากการช่วยเหลืองานโครงการต่างๆ กับ ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร ของอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และนายกสมาคมดินโลก หรืออาจารย์ยักษ์ พร้อมๆกับโชคชะตาที่นำพาเธอให้มาลงหลักปักฐานอยู่ที่ จังหวัดเลย ทำธุรกิจขายอุปกรณ์ไฟฟ้ากับสามีและลูก มีกิจวัตรประจำวัน ตื่นเช้ามาเปิดร้านอุปกรณ์ไฟฟ้า นั่งขายของ ดูแลลูกค้า เก็บเงิน แต่ในใจก็โหยหาสิ่งที่ควรจะทำ เมื่อต้องมาใช้ชีวิตในต่างจังหวัด ทำไมไม่นำสิ่งที่เรียนรู้มาจากการที่เจ้านายส่งไปเรียนที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง มาทำให้เกิดประโยชน์ คิดแบบนี้อยู่ 2 ปี จึงตัดสินใจซื้อที่ดิน 2 ไร่ แล้วทุ่มองค์ความรู้ด้านการเกษตรทุกอย่างที่ได้ซึมซับมาทั้งหมดบนที่ดินผืนนี้

“สุเป็นเจ้าของที่ดินนี้โดยบริบูรณ์ด้วยความอดออมของเรา สุดีใจที่วันนี้มันมีบ้านตรงนี้ได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงของเรา และมีแรงบันดาลใจจากข้างหลัง จากคนข้างหลังแล้วก็มีเพื่อนพี่น้องมูลนิธิกสิกรรมคอยเป็นกำลังใจ คอยช่วย คอยเทรน คอยแนะนำ”

แล้วบ้านพึ่งพาตนเอง “ฟากนา ฟาร์มสเตย์” ก็เกิดขึ้น...

ในตอนแรกที่ลงมือทำเกษตรกรรม กสิกรรม บนที่ดินผืนนี้ สิ่งที่คุณสุเผชิญคือ การลงมือทำยากกว่าการอ่านในตำรา หรือ ทฤษฎี ทั้งการทำปุ๋ย การทำน้ำหมัก เพราะทุกอย่างล้วนมีเทคนิค มีวิธีทำที่แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ แต่เธอผ่านตรงนั้นมาได้จากการช่วยเหลือของสมาชิกเครือข่ายศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ เก็บสะสมความรู้ นำมาปรับใช้กับที่ดินของตนเอง ซึ่งทั้งหมดต้องมาจากแรงกาย

คุณสุพูดย้ำหลายครั้งในเราฟังว่า “ต้องใช้หัวใจนำทาง ไม่อย่างนั้นมันคงจะทำไม่ได้ หรือ คงต้องท้อแน่นอน”

“ ถ้าเราอ่านในเอกสารมันง่าย มันง่ายมาก แต่พอสุมาทำจริงแล้วมันไม่ได้เป็นแบบนั้น สุไปร่วมงานโครงการต่างๆ สุก็จะเก็บมาเป็นประสบการณ์ คนที่ไม่เก่ง หรือไม่มีภูมิพวกนี้ เวลาจะทำอะไรพูดตรงๆ มันต้องใช้ จิตใจเยอะมาก มันต้องใช้หัวใจนำทาง คือไม่อย่างนั้นมันคงจะทำไม่ได้ หรือ คงต้องท้อแน่นอน”

ปั่นตามรอยพ่อ ปีที่ 7 ชื่นชมผลผลิตจากศาสตร์พระราชา

ในแต่ละวันคุณสุใช้เวลากับบ้านฟากนา ฟาร์มสเตย์ ในช่วงเช้า หลังส่งลูกชายไปโรงเรียน เริ่มที่แปลงผัก ดูผลผลิตที่เติบโต เดินรอบสวน 1 รอบ จากนั้นเข้าไปที่โรงเห็ดเก็บเห็ดเพื่อจัดสรรปันส่วนไว้กินในครัวเรือนหากเหลือจะนำไปส่งที่ร้านขายผักในหมู่บ้าน ซึ่งรับทุกผลผลิตจากบ้านฟากนา ฟาร์มสเตย์เพราะไม่มีสารเคมีและเป็นเกษตรอินทรีย์ 100 เปอร์เซ็นต์จากนั้นเธอก็ไปรับหน้าที่ดูแลธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้ากิจการของครอบครัวต่อในช่วงบ่ายถึงเย็น

ในทุกๆวัน ผลผลิตจากบ้านฟากนา ฟาร์มสเตย์ เพียงอย่างเดียวทำให้เธอมีรายได้เข้าสู่ครอบครัวแล้วแน่นอน 400 บาท ซึ่งเธอใช้สำหรับเป็นค่ากับข้าวตอนเย็น

นอกจาก แปลงผักและโรงเห็ดแล้ว บนพื้นที่ 2 ไร่ ยังมีพืชผักสวนครัวอย่างตะไคร้ ซึ่งฤดูร้อนที่ผ่านมาสร้างรายได้ให้ถึงกิโลกรัมละ 120 บาท เพราะตลาดมีความต้องการสูงมาก อีกด้านหนึ่งก็ปลูกหม่อน หรือ มัลเบอร์รี่ เก็บผลผลิตแบ่งปันส่งให้เจ้านายและเพื่อนๆที่กรุงเทพมหานคร นอกจากนี้นี้ยังมีหญ้าหวาน อ้อยดำ สำหรับเป็นอาหารไก่อันเป็นแผนในอนาคตอันใกล้ของ บ้านฟากนา ฟาร์มสเตย์ ทั้งหมดนี้คุณสุบอกว่าทำไว้สำหรับเป็น “แหล่งอาหารที่ปลอดภัยของครอบครัวเรา”

อย่างที่บอกไปว่า ในอนาคตอันใกล้คุณสุมีแผนว่าจะเลี้ยงไก่ ซึ่งอาหารของไก่จะเป็นแบบอินทรีย์ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะเกิดเหตุการณ์บางอย่างกับร่างกายของเธอที่ทำให้รู้ว่า “อาหารที่ทานอยู่ทุกวันไม่ปลอดภัย”

"เพราะสมัยที่ยังใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพมหานคร มีอยู่ช่วงหนึ่งกินไข่เยอะมาก เพราะเขาบอกว่า กินไข่แทนข้าวมันช่วยลดน้ำหนัก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือก้อนเนื้อที่หน้าอก เลยเรารู้เลยว่าไข่ไก่ที่เราซื้อกินหัวอาหารมีฮอร์โมนเร่ง แล้วเรากินปริมาณที่มาก อันนั้นก็คือ จุดพลิกผันเลยจากตอนแรกไม่คิดจะเลี้ยงไก่”

เพื่อความสบายใจของทั้งตัวเองและครอบครัวเลยตัดสินใจ “ทำไข่ไก่อินทรีย์ให้ได้ 100 เปอร์เซ็นต์” จึงใช้พื้นที่ส่วนหนึ่งปลูก หญ้าหวาน อ้อยดำ ไว้เป็นอาหารของไก่  พร้อมกับแม่ไก่สาวอีก 30 ตัว แต่ยังต้องผสมอาหารทั้งแบบอินทรีย์และไม่อินทรีย์ เนื่องจากไก่ทั้งหมดยังต้องการการเติบโตเพื่อเป็นแม่พันธุ์  ความตั้งใจของเธอหาก “ไข่ไก่อินทรีย์ให้ได้ 100 เปอร์เซ็นต์” ประสบความสำเร็จ จะไม่ขายแต่ใช้วิธีแบ่งปันมากกว่า ถ้าใครอยากรับประทาน

นอกจากนี้ คุณสุยังทำแปลงทดลองปลูกข้าว ภูเขียว ซึ่งเป็นพันธุ์พื้นเมือง เพราะใบมีกลิ่นหอมสามารถนำไปทำชาได้ ร่วมกับทดลองปลูกข้าวพันธุ์พิเศษต่างๆ เพื่อเป็นการเรียนรู้ เผื่อในวันหนึ่งเธออาจมีที่มากกว่า 2 ไร่

“ เราไม่มีนาเพราะที่เราอยู่ที่ดอน เพราะฉะนั้นเราคงไม่คิดว่าเราจะได้กินข้าวจากมันหรอก แต่สุจะเอาประโยชน์จากเขาอย่างอื่น แล้วมันเป็นจุดที่เราทดสอบว่า ถ้าเรามีที่เยอะๆ เราจะสามารถปลูกข้าวได้ไหม นี่คือการเรียนรู้สำหรับตัวสุ แล้วสุทำหลายๆพันธุ์ข้าวด้วยสับเปลี่ยนกัน แต่ละพันธุ์ที่ไม่เหมือนกัน สุจะจดบันทึก เพื่อเรียนรู้ด้วยตัวเองค่ะ”

หลายคนมองว่านี้คือ “ความสุขที่แท้จริง ความฝันของคนเมือง ของมนุษย์เงินเดือนหลายคน” ซึ่งเธอไม่ปฏิเสธเพราะทุกวันนี้ก็ไม่คิดจะกลับไปกรุงเทพมหานครอีกแล้ว แต่กว่าจะได้มาถึงวันนี้ 5 ปี ตั้งแต่ย้ายมาตั้งรกรากที่จังหวัดเลย จนกระทั่งตัดสินใจซื้อที่ดินเพื่อทำกสิกรรม อุปสรรคสำคัญไม่ใช่ ผลผลิตหรือการเพาะปลูก แต่คือ “ความเพียร” ความเพียรที่จะทำซ้ำๆบ่อยๆ สะสมประสบการณ์ ลองผิดลองถูก หาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับผืนดินทำกินของตัวเองเพื่อผลผลิตที่ดีที่สุด

“ จะพูดว่าคนในอยากออก คนนอกอยากเข้า เพราะว่าสุเป็นคนกรุงเทพมหานครมาก่อน แล้วสุมาใช้ชีวิตแบบนี้ สุบอกเลยว่ามันเป็นความสุขที่หลายๆ คนที่อยู่ที่บริษัทเก่าสุเขาบอกว่ามันเป็นความสุขที่แท้จริง ถ้าเขาเลือกอยากมาอยู่แบบสุ พูดตรงๆว่าใจสุอยากกลับกรุงเทพฯ ไหม คงไม่ดีกว่าค่ะ เพราะสุรู้แล้วว่า วิถีจริงๆ ของเรามันคือแบบนี้ คุณก็ต้องมีความเพียรที่จะทำมันซ้ำๆ บ่อยๆ เพื่อหาประสบการณ์ เพื่อหาสิ่งที่มันดีที่สุดให้กับตัวเอง เป็นคำตอบของตัวเองนะคะเพราะแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน ”

เมื่อคุณสุพบความสุขที่แท้จริง .. ก็ถึงเวลาที่ต้องแบ่งปัน ถ่ายทอด ให้กับผู้อื่นเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ สร้างจุดเริ่มต้นของอาชีพให้หลายคน จึงเปิด “บ้านฟากนา ฟาร์มสเตย์” แห่งนี้ เพื่อเป็นศูนย์อบรมให้กับผู้ถูกคุมประพฤติ ของกรมคุมประพฤติ โดยมุมหนึ่งของบ้านฟากนามีลานสำหรับทำกิจกรรมเรียนรู้ มีอาคารเล็กๆ เพื่อจัดอบรม

“ของเราจะแบ่งเป็นกรุ๊ป สุก็จะเตรียมวิชาที่สอน ไปเป็นวิทยากรให้เขา ก็ท้ากัน สุซื้อเมล็ดพันธุ์ไปแจกเขาเลย เมล็ดพันธุ์ผักบุ้ง แล้วก็ท้าเลยว่าถุงนี้ ต้องได้กำไรเท่าไหร่ ต้องปลูกอย่างไร ใครอยากรู้อยากทำมาลองกันที่นี่เลยแล้วก็เก็บไปขาย ลงมือปฏิบัติด้วย ทำจริงเลยค่ะ เพราะบ้านเราบ้านเรียนรู้และฝึกปฏิบัติการณ์พึ่งพาตัวเอง”

“สุ”  สุกัญญา บำรุง  คือหนึ่งในคนต้นแบบที่ตามรอยศาสตร์พระราชาบนผืนที่ดินทำกิน 2 ไร่ ที่ใช้ความเพียรทั้งกายและใจ สร้าง “บ้านฟากนา ฟาร์มสเตย์” ขึ้น เริ่มต้นจากการลงมือเพื่อใช้ความรู้กสิกรรมที่สะสมมา

จนผลิดอกออกผลเลี้ยงตัวเองและครอบครัว แจกจ่ายจำหน่ายสร้างรายได้ และแบ่งปันความรู้สร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่นๆ ทั้งหมดคือ “ความพอเพียงในแบบคุณสุ” ที่ไม่เพียงแต่อ่านในตำราแต่อาศัยการลงมือทำอย่างจริงจังและจริงใจทำให้เธอไดค้นพบหลักง่ายๆ ที่ไม่ซับซ้อน “ถ้าไม่พอกิน ไม่พอใช้ก็ทำให้มันพอกิน พอใช้ เพราะจริตแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน คุณต้องหาเลเวลของตัวเองให้ได้ ให้มันพอดี ให้มันไม่มากไป ให้มันไม่น้อยไป โดยใช้ตัวเอง ใช้หัวใจตัวเองเป็นตัวชั่ง แล้วตัวอย่าง แล้วเรื่องคำว่าพอเพียงหรือเศรษฐกิจพอเพียง มันไม่ใช่เรื่องไกลตัวเอง มันเป็นเรื่องที่ทำได้ถ้าคุณพร้อมที่จะตั้งใจทำมันจริงๆ”

รวมพลังปั่นตามรอยพ่อ ปีที่ 7 ชื่นชมผลผลิตจากศาสตร์พระราชา

“หัวหน้าฉิม” ผู้ยึดมั่นในศาสตร์พระราชาทำให้คนอยู่กับป่าได้อย่างยั่งยืน

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ