ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า สาเหตุที่ทหารจีนนับล้านนายที่ประจำการใกล้พรมแดนฮ่องกงไม่เคลื่อนพลเข้าไป เป็นเพราะเขาได้ขอร้องประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ผู้นำจีนแผ่นดินใหญ่เอาไว้ ด้วยการเตือนว่าการใช้กำลังจะเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ และส่งผลเสียร้ายแรงต่อการทำข้อตกลงการค้าระหว่างจีนสหรัฐฯ ซึ่งทรัมป์ ย้ำว่าหากไม่ใช่เพราะตัวเขาแล้ว ฮ่องกงน่าจะถูกบดขยี้ราบคาบภายใน 14 นาที
อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ ยังคงไม่แสดงท่าทีชัดเจนว่าจะยับยั้งหรืออนุมัติร่างกฎหมายคุ้มครองการประท้วงในฮ่องกงที่สภาองเกรสส่งมาใหพิจารณาหรือไม่ โดยยืนยันว่าสหรัฐฯ ต้องยืนอยู่เคียงข้างฮ่องกง ขณะเดียวกัน ตัวเขายังมอง สีจิ้นผิงเป็นเพื่อนเช่นกัน จึงอยากให้ทั้งสองฝ่ายหันหน้ามาแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นร่วมกัน
นอกจากนี้ ทรัมป์ ยังยอมรับว่าสถานการณ์ความตึงเครียดในฮ่องกงทำให้การเจจาการค้ากับจีนมีความสลับซับซ้อนเพิ่มขึ้นอีก
ขณะที่ เมื่อวานนี้ (22 พ.ย.) ศาลสูงสุดฮ่องกงมีคำพิพากษาให้กลับมาบังคับใช้กฎหมายห้ามสวมหน้ากากระหว่างการชุมนุม เป็นเวลา 7 วัน จนถึงวันที่ 29 พฤศจิกายนนี้ จนกว่าศาลอุทธรณ์จะมีคำตัดสินในเรื่องนี้อีกครั้ง
โดยก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน ศาลสูงสุดฮ่องกงมีคำพิพากษาว่า คำสั่งห้ามสวมหน้ากากเพื่อปราบปรามการประท้วงรุนแรงขัดต่อรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุผลว่ากฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งบัญญัติขึ้นตั้งแต่สมัยที่ฮ่องกงยังตกอยู่ใต้อาณานิคมอังกฤษ มีข้อกฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับกฎหมายพื้นฐานของเขตบริหารพิเศษฮ่องกง
แต่หลังจากนั้นเพียงวันเดียว โฆษกสภาประชาชนแห่งชาติจีนก็ออกมาแสดงความไม่พอใจต่อคำพิพากษาของศาลฮ่องกง โดยระบุว่ามีเพียงคณะกรรมการประจำสภาประชาชนแห่งชาติจีนเท่านั้นที่สามารถตัดสินได้ว่ากฎหมายของฮ่องกงเป็นไปตามกฎหมายพื้นฐานหรือไม่