วันนี้ จะพาคุณผู้ชมไปรู้จักอีกมุมของนครดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่ใครๆก็คิดว่า ประเทศนี้จะต้องมีรายได้หลักมาจาก น้ำมันและพลังงาน แต่จริงๆแล้วเค้ามีรายได้หลักมาจากด้านอื่น แต่จะเป็นด้านไหน ติดตามกับคุณกมลธร โกมารทัต รายงานมาจากนครดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
ภาพของตึกที่สูงตระหง่านฟ้า สถาปัตยกรรมที่สูงที่สุดของโลก ตั้งอยู่ใจกลางแห่งนครดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ ตึก เบิร์จ คาลิฟา ที่มีความสูงถึง 829 เมตร ประกอบด้วย 163 ชั้น เป็นแลนด์มาร์คสำคัญที่แสดงถึงเศรษฐกิจความมั่งคั่งของประเทศแห่งนี้ โดยหากมองย้อนกลับไปในอดีต โครงสร้างเศรษฐกิจของยูเออี จะต้องพึ่งพาเฉพาะ “น้ำมัน” เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ในปัจจุบัน ดูไบ ได้มีการปรับโครงสร้างการหารายได้ ที่พึ่งพิงพลังงานให้ลดลง มีรายได้รัฐที่มาจากน้ำมันโดยตรงเหลือเพียงประมาณ 4% ของ GDP เท่านั้น
โดยดูไบ ได้นำเงินที่มาจากการค้าขายพลังงานเปลี่ยนเป็นโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ จนทำให้รายได้หลักมาจาก 4 ด้านประกอบด้วย ศูนย์กลางการเงิน ศูนย์กลางการท่องเที่ยว ศูนย์กลางการบินแห่งตะวันออกกลาง ด้วย 4 สายการบินแห่งชาติยักษ์ใหญ่ และ ศูนย์กลางแห่งการขนส่งผ่านท่าเรือ ฉะนั้นรายได้ของประเทศจึงเป็นการพึ่งพาการค้าเป็นส่วนใหญ่ ด้วยวิสัยทัศน์ของรัฐบาลที่กำหนดไว้ในแผนยุทธศาสตร์ดูไบ จนปัจจุบันดูไบ สามารถปักหมุดสร้างชื่อเป็นเมืองท่องเที่ยว ที่นักท่องเที่ยวนิยมมากที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลกมาตั้งแต่ปี 2016 จนถึงปัจจุบัน
สำหรับนักท่องเที่ยวไทย แม้จะไม่นิยมเดินทางเข้ามาในประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มากนัก ด้วยพฤติกรรมความต้องการอากาศดี อาหารอร่อย แต่ดูไบเองจะมีจุดขายที่แตกต่าง ด้วยการเป็นภาพของเมืองแห่งอนาคต ว่าโลกอีก 50-100 ปี ข้างหน้าจะเป็นอย่างไร รวมถึงการเป็นประเทศมุสลิมที่เปิดกว้าง ปลอดภัยกับนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะดูไบ ที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเฉลี่ยสูงถึง 15.6 ล้านคนต่อปี ซึ่งในปีหน้าจะมีมหกรรม ดูไบ เอ็กซ์โป ที่คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวจะเดินทางเข้ามามากกว่า 27 - 30 ล้านคน
ด้วยวิสัยทัศน์ กับเงินตราที่มาจากการค้าขายพลังงาน ปัจจัยต่างๆ ก็ล้วนส่งเสริมให้ประเทศที่มีแต่ทะเลทรายแห่งนี้ ยกระดับตัวเองจนขึ้นชื่อว่า เป็นศูนย์รวมความเป็นที่สุดของโลก ทั้งสูงที่สุด ลึกที่สุด แพงที่สุด หรูหราที่สุด และแปลกที่สุดในโลก