งานวิจัยดังกล่าวเป็นของมหาวิทยาลัยก็อตทิงเกน ประเทศเยอรมนี ที่พบว่า เมื่อถึงปี ค.ศ. 2100 ความต้องการปริมาณแคลอรี่ หรือ พลังงานจากการบริโภคอาหารของประชากรทั่วโลกรวมกันจะเพิ่มขึ้นประมาณ 78 เปอร์เซนต์ เมื่อเทียบกับปี 2010 โดย 60 เปอร์เซนต์ เป็นเพราะจำนวนประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นเป็น 11,000 ล้านคน จากประมาณ 7 พันล้านคน ในปัจจุบัน ส่วนที่เหลืออีก 18 เปอร์เซนต์ เป็นเพราะเมื่อถึงเวลาดังกล่าวคนเราจะมีส่วนสูงและน้ำหนักที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งหมายความว่าปริมาณแคลอรีที่ต้องการบริโภคจะสูงขึ้นตามไปด้วย
ขณะเดียวกัน งานวิจัยดังกล่าวยังประเมินว่า ตั้งแต่ปี ค.ศ 2010 ไปจนถึงปี ค.ศ 2100 พลังงานที่ร่างกายมนุษย์ต้องการในแต่ละวันโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 253 กิโลแคลอรี ซึ่งเท่ากับกินกล้วยลูกใหญ่เพิ่มอีก 2 ผล หรือ เฟรนช์ฟรายส์เพิ่มอีก 1 ส่วน
นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังเตือนว่าหากนโยบายด้านอาหารทั่วโลกประสบความล้มเหลว จะทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันมากขึ้น โดยประเทศร่ำรวยจะยังคงมีศักยภาพมากพอรับมือกับความต้องการอาหารที่เพิ่มมากขึ้น ตรงข้ามกับประเทศยากจน โดยเฉพาะในภูมิภาคซับซาฮาราของทวีปแอฟริกาที่อาจพบกับความยากลำบากในการแก้ปัญหานี้ ซึ่งจะนำไปสู่ภาวะขาดสารอาการของประชากร