ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจที่ “คำแห่งปี” ของพจนานุกรม 2 สำนักใหญ่ ทั้งออกซ์ฟอร์ดและคอลลินส์ ประจำปีนี้ จะเป็นคำที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมทั้งคู่ ขณะที่นิตยสารไทม์เองก็ยกให้เกรตา ทุนเบิร์ก นักเคลื่อนไหวต่อต้านโลกร้อน วัยเพียง 16 ปี เป็นบุคคลแห่งปี เพราะต้องยอมรับว่าปีที่ผ่านมา เป็นปีที่ทั่วโลกต่างตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศมากขึ้น
รายงานวิจัยต่างๆ ที่เผยแพร่ออกมาต่างสะท้อนว่า มนุษยชาติกำลังเผชิญกับวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมขั้นรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยก๊าซคาร์บอนที่ไม่มีแนวโน้มว่าจะลดลง อุณหภูมิโลกทั้งบนแผ่นดินและผิวน้ำในมหาสมุทรที่สูงขึ้น การละลายของธารน้ำแข็งและแผ่นน้ำแข็งทั่วโลก และสิ่งมีชีวิตหลายชนิดกำลังเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์เป็นต้น
องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก(WMO) ระบุว่าปี 2019 ที่ผ่านมา เป็นปีที่ร้อนที่สุดอันดับ 2 หรือ 3 ตั้งแต่มีการเก็บบันทึกสถิติ โดยอุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกสูงขึ้นจากสมัยก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม 1.1 องศาเซลเซียส
ภัยธรรมชาติต่างๆ ที่เกิดขึ้น ก็ดูจะสอดรับกับรายงานเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นคลื่นความร้อนในยุโรป ที่ถี่และรุนแรงขึ้น ไฟป่าที่รุนแรงและกินบริเวณกว้างขึ้น เช่นที่เกิดขึ้นในรัฐแคลิฟอร์เนีย ของสหรัฐฯ ชายฝั่งตะวันออกของออสเตรเลีย รวมถึงแถบไซบีเรียของรัสเซีย และป่าแอมะซอนในอเมริกาใต้
เหตุน้ำท่วมตามพื้นที่ชายฝั่งทะเล เช่น เมืองเวนิสของอิตาลี พายุหมุนเขตร้อนที่มีอำนาจทำลายล้างมากขึ้น เช่น เฮอร์ริเคนดอเรียนที่พัดถล่มหมู่เกาะบาฮามาส พายุไซโคลนอิดาอี ที่ก่อตัวในมหาสมุทรอินเดียและพัดถล่มโมซัมบิก
นายอันโตนิโอ กูแตร์เรซ เลขาธิการสหประชาชาติ กล่าวที่การประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศโลกครั้งที่ 25 (COP25) ที่กรุงมาดริด ประเทศสเปน เมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมาว่า “ภัยธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับภาวะโลกร้อนกำลังเกิดขึ้นบ่อยครั้ง สร้างความสูญเสียแก่ชีวิตและทรัพย์สินมากขึ้น”
ขณะเดียวกันกระแสเคลื่อนไหวประท้วงภาวะโลกร้อนทั่วโลกในปีที่ผ่านมา ก็สะท้อนถึงความรู้สึกของผู้คนที่ตระหนักมากขึ้นถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องยกระดับการแก้ปัญหา
จากจุดเริ่มต้นที่เริ่มจากการหยุดเรียนมาประท้วงโดยลำพังที่หน้ารัฐสภาสวีเดนเกือบวันศุกร์ของ เกรตา ทุนเบิร์ก เมื่อปี 2018 สู่แรงบันดาลใจที่ทำให้วัยรุ่นหลายล้านคนทั่วโลกออกมาชุมนุมต่อต้านโลกร้อนภายใต้แฮชแท็ก #FridaysForFuture ตลอดทั้งปีที่ผ่านมา
ถือเป็นกระแสความตื่นตัวและเคลื่อนไหวเรียกร้องเพื่อการแก้ปัญหาอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เราอยู่กับภาวะโลกร้อนมานานกว่าร้อยปี ขณะที่นักวิทยาศาสตร์ก็ได้เตือนมาเป็นเวลาเกือบ 40 ปีแล้ว ถึงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
แต่ดูเหมือนว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงปีสองปีที่ผ่านมา เพิ่งจะทำให้เรารู้สึกตัวว่าเรากำลังอยู่ในจุดที่เลวร้ายจริงๆที่อะไรๆ จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
ส่วนการแก้ปัญหาหลังจากนี้จะเป็นอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับว่าประเทศต่างๆจะหันมาดำเนินการอย่างจริงจัง เพื่อบรรลุเป้าหมายตามข้อตกลงปารีสได้มากน้อยแค่ไหน รวมถึงเราทุกคนที่ต้องมีส่วนร่วมในการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นให้ได้