สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายไมเคิล โกฟ รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมสหราชอาณาจักร เปิดเผยกับสำนักข่าวบีบีซีว่า แผนจัดการคุณภาพอากาศที่จะประกาศอย่างเป็นทางการในวันนี้ มีความจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเครื่องยนต์น้ำมันเบนซินและดีเซลทำให้เกิดปัญหาสุขภาพต่างๆ มากมาย เร่งให้เกิดภาวะโลกร้อนและทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อโลกและคนรุ่นต่อไป
นอกจากนี้ รัฐบาลจะตั้งกองทุนจำนวน 255 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท) เพื่อสนับสนุนหน่วยงานท้องถิ่นในการแก้ปัญหาการปล่อยมลพิษของรถยนต์ดีเซลด้วย รวมถึงประกาศยุทธศาสตร์อากาศสะอาดที่เน้นส่งเสริมการใช้รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า
กลุ่มเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมระบุว่ามาตรการดังกล่าวน่าสนใจ แต่ต้องการเห็นรายละเอียดมากกว่านี้ พร้อมกับเสนอว่ารัฐบาลควรเพิ่มมาตรการกำหนดโซนควบคุมคุณภาพอากาศ และเก็บค่าปรับรถยนต์ที่ก่อมลพิษมากที่สุด เข้าไปในแผนด้วย
การประกาศแผนห้ามจำหน่ายรถยนต์เบนซินและดีเซลของอังกฤษครั้งนี้มีขึ้นท่ามกลางความพยายามของประเทศต่างๆ ที่จะแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนมากขึ้น โดยเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครอง ของฝรั่งเศส ก็เพิ่งประกาศว่าจะยกเลิกการใช้รถยนต์เบนซินและดีเซลภายในปี 2040 เช่นกัน
ขณะที่ค่ายผู้ผลิตรถยนต์ต่างๆ ก็ออกมาประกาศแผนแก้ปัญหามลพิษของตัวเองด้วย เช่น วอลโว ค่ายรถสวีเดน ประกาศว่ารถยนต์ที่ผลิตตั้งแต่ปี 2019 จะเป็นรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฮบริดเท่านั้น บีเอ็มดับเบิลยู ประกาศเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า จะเริ่มผลิตรถมินิที่ขับเคลื่อนด้วยพลังไฟฟ้าเต็มรูปแบบ ในปี 2019
ออดี้ แบรนด์รถยนต์ในเครือโฟล์กสวาเกน ประกาศเรียกคืนรถยนต์ดีเซล 850,000 คัน สัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อติดตั้งซอฟต์แวร์ใหม่ที่จะช่วยปรับปรุงระบบการปล่อยไอเสียให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่นเดียวกับ เดมเลอร์ ก็เรียกคืนรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลกว่า 3 ล้านคันในยุโรป เพื่อปรับปรุงระบบไอเสียเช่นกัน