ไฟป่า มหันตภัยจากน้ำมือมนุษย์

โดย PPTV Online

เผยแพร่

โลกกำลังร้อนขึ้น สิ่งที่ตามมาคือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้วที่กำลังส่งผลกระทบต่อมนุษยชาติในทุกทาง ตั้งแต่น้ำท่วม พายุถล่ม และไฟป่าคือหนึ่งในนั้น เมื่ออากาศร้อนขึ้นเรื่อยๆ ไฟป่าใน อนาคตก็จะยิ่งรุนแรง ลุกลามเป็นวงกว้าง และยากที่จะควบคุม ไฟป่าสร้างความเสียหายให้ระบบนิเวศ สุขภาพ ชีวิตและทรัพย์สินของคนตลอดจนสร้างมลภาวะทางอากาศ

ไฟป่าเกิดขึ้นด้วย 2 สาเหตุคือจากธรรมชาติและการกระทำของมนุษย์  แต่โดยส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นเพราะอย่างหลังมากกว่า แม้จะมีข้อดีอยู่บ้าง ตรงที่การเผาไหม้จะช่วยสลายซากพืชซากสัตว์ให้กลายเป็นธาตุอาหารและช่วยกระตุ้นให้เมล็ดพันธุ์แตกหน่องอกงาม เป็นการทำลายล้างเพื่อเริ่มต้นใหม่ แต่วัฏจักรนี้กำลังเปลี่ยนแปลง ไฟป่าเกิดถี่ขึ้น รุนแรง และรวดเร็วมากจนป่าฟื้นฟูตัวเองไม่ทัน ปกติแล้วในเดือนพฤศจิกายนของทุกปีที่ออสเตรเลียคือช่วงเวลาฤดูใบไม้ผลิ แต่ปีนี้ฤดูร้อนจะมาเร็วกว่าที่เคย  ไฟป่าที่เกิดรัฐนิวเซาท์เวลส์ และรัฐควีนส์แลนด์เผาผลาญผืนป่าจนไหม้เกรียม ผืนป่าถูกทำลายมากถึง 16,000 ตารางกิโลเมตร บางจุดยังคงไม่ดับสนิท เป็นภัยทางสิ่งแวดล้อมรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้น

ความรุนแรงยกระดับขึ้นเมื่อไฟมาถึงชุมชน  ชาวเมืองทาลีและเมืองริชมอนด์มองเห็นสัญญาณเตือนผ่านท้องฟ้า ก่อนที่ทางการจะประกาศภาวะฉุกเฉินและสั่งอพยพ การเดินทางของไฟไม่ต่างอะไรกับการมาถึงของมัจจุราช เมื่อมันจากไป  สิ่งที่หลงเหลือไว้คือร่องรอยของบ้าน รถยนต์ที่เป็นซากดำไหม้ ไม่ได้ทำลายแค่ทรัพย์สิน ไฟป่ายังกลืนกินชีวิตของสัตว์ป่าจำนวนมาก โดยเฉพาะบรรดาสัตว์ที่เชื่องช้า

ผืนป่าบริเวณนี้คือถิ่นอาศัยของโคอาลา สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมีกระเป๋าหน้าท้องที่พบได้ที่เดียวในโลก คือออสเตรเลีย สัตว์ตัวสีเทาขุ่นรูปร่างหน้าตาน่ารักน่าชังคล้ายหมีนี้ใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตอยู่บนต้นไม้  เมื่อไฟมาถึง นี่คือหายนะของพวกมัน พวกมันเป็นสัตว์ที่ได้รับผลกระทบจากไฟป่ามากที่สุด เพราะตามสัญชาตญาณแล้ว เมื่อเผชิญอันตรายโคอาลาจะปีนขึ้นสูง  และนั่นยิ่งทำให้พวกมันติดอยู่กลางทะเลเพลิง 

เปลวเพลิงที่โหมไหม้จนเกินควบคุมคือสิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในออสเตรเลีย สภาพอากาศอันร้อนระอุ พรรณพืชที่แห้งแล้ง ประกอบกับกระแสลม เหล่านี้คือปัจจัยที่เอื้อให้เกิดไฟป่า และหากมีความร้อนเกิดขึ้นจากฟ้าผ่า การเสียดสีหรือเพียงประกายไฟเล็ก ๆ มันก็พร้อมจะลุกลามอย่างรวดเร็ว นักดับเพลิงเรียกปัจจัยเหล่านี้ว่า สามเหลี่ยมแห่งไฟ  ซึ่งประกอบด้วย เชื้อไฟ ออกซิเจนและแหล่งความร้อน หากจะตัดวงจรหรือลดผลกระทบที่เกิดขึ้นจากไฟป่า พวกเขาต้องตัดปัจจัยออกหนึ่งอย่าง เช่น การใช้น้ำดับไฟ หรือเผาทำลายพุ่มไม้แห้งๆ เพื่อป้องกันการขยายตัวของไฟป่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังทำให้ไฟป่าเกิดได้ง่ายขึ้นและรุนแรงกว่าเคย

ไฟป่าออสเตรเลียยังวิกฤต! กระทบทั่วทั้งคนและสัตว์ป่า

นักวิทยาศาสตร์พบว่า ทุกๆ หนึ่งองศาของอุณหภูมิโลกที่เพิ่มขึ้น จะยิ่งเพิ่มโอกาสการเกิดฟ้าผ่าอีกร้อยละ 12 และนับตั้งแต่ปี 1975 เป็นต้นมา จำนวนของสายฟ้าฟาดถี่ขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ  ประกอบกับความแห้งแล้งรุนแรงที่รัฐนิวเซาท์เวลส์เผชิญมา 2 ปีติด ส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยในหลายพื้นที่เพิ่มสูงขึ้น และนำมาสู่วิกฤตไฟป่าอย่างที่เราเห็นกัน

ที่โรงพยาบาลสำหรับโคอาลาเมืองพอร์ตแมคควอรี เจ้าหน้าที่ดูแลเอาใจใส่โคอาลาที่รอดชีวิตอย่างดี ในฐานะหนึ่งในสัตว์สัญลักษณ์ของประเทศ  แต่ต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่ กว่าพวกมันจะได้กลับไปเกาะต้นไม้เหมือนเดิม แต่ข่าวเศร้าคือ โคอาลา เหล่านี้อาจไม่มีบ้านให้กลับ ไฟที่โหมกระหน่ำอย่างรวดเร็วคร่าชีวิตโคอาลาไปมากถึง 1,000 ตัว มากกว่านั้นยังเผาทำลายถิ่นที่อยู่ของพวกมันไปเกือบหมด สร้างความหวั่นเกรงว่าในอนาคตโคอาลาอาจสูญพันธุ์ ด้วยจำนวนประชากรที่น้อยอยู่แล้วเป็นทุนเดิม

จนท.ดับเพลิงถึงกับอึ้ง!  ‘โคอาลา’ หลบไฟป่า หนีซ่อนตัวในห้องซักผ้า

และเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ท้องถนนของนครเซา เปาโล ในบราซิลเนืองแน่นไปด้วยผู้ประท้วงจำนวนมาก ผู้คนรวมตัวกันเพื่อแสดงให้เห็นว่าไม่พอใจอย่างยิ่งต่อการทำงานของรัฐบาล เพราะนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา มีรายงานพบเหตุไฟป่าในแอมะซอนมากกว่า 75,000 จุด เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 85 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน  หลายรัฐต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ไฟยังลามไปถึงผืนป่าแอมะซอนในประเทศเพื่อนบ้าน อย่างเวเนซุเอลา และ โบลิเวีย

อัยการบราซิลสั่งสอบเหตุไฟ “ป่าแอมะซอน”

จาอีร์ บอลซานาโร ประธานาธิบดีบราซิลถูกกล่าวโทษว่าเป็นต้นเหตุ ในฐานะนักการเมืองฝ่ายขวาผู้ชนะการเลือกตั้งด้วยการชูนโยบายเปลี่ยนผืนป่าแอมะซอนเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ นับตั้งแต่เขาขึ้นดำรงตำแหน่งเมื่อปลายปี 2018 อัตราการตัดไม้ทำลายป่าก็เพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ การชุมนุมแผ่ขยายไปถึงเมืองอื่นๆ ในทวีปอเมริกาใต้ ทุกคนที่นี่ทราบดีว่าป่าแอมะซอนสำคัญอย่างไร และพวกเขาไม่ต้องการให้ผู้นำบราซิลพรากผืนป่าไป

ผืนป่าแอมะซอนครอบคลุมพื้นที่กว้างถึง 7 ล้านตารางกิโลเมตร ใน 9 ประเทศของทวีปอเมริกาใต้ บราซิลคือประเทศที่มีสัดส่วนของแอมะซอน มากที่สุดถึงร้อยละ 60 ด้วยพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ ที่นี่จึงได้รับสมญานามว่าเป็นปอดของโลก จากต้นไม้กว่า 4 พันล้านต้นที่ช่วยกักเก็บและกำจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ แต่เมื่อกลางปีที่ผ่านมา ปอดสีเขียวลุกเป็นไฟภาพถ่ายทางอากาศเผยให้เห็นกลุ่มควันลอยอยู่เหนือผืนป่า เจ้าหน้าที่พยายามดับด้วยการปล่อยน้ำลงสู่จุดที่เผาไหม้ ความร้อนแรงพอทุเลาลงไปได้บ้าง แต่ไฟไม่ได้มีเพียงจุดเดียว มันกระจัดกระจายกันไปท่ามกลางความกว้างใหญ่ของป่า แม้ผู้นำบราซิลจะเชื่อว่าสาเหตุของวิกฤตไฟป่าในแอมะซอนครั้งนี้ เป็นฝีมือของ NGO แต่คนส่วนใหญ่ระบุว่าอันที่จริงเป็นฝีมือของบอลซานาโรเองในทางอ้อม

ไฟป่าที่เพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากนโยบายของประธานาธิบดีบราซิลที่ต้องการ พัฒนาที่ดินในแอมะซอน ต้นไม้ถูกโค่น กอหญ้าถูกถาง พุ่มไม้แห้งถูกเผา ผลที่ได้คือที่ดินโล่งเตียนเตรียมขายให้แก่เกษตรกรและฟาร์มปศุสัตว์ มากกว่านั้นไฟยังถูกใช้เป็นเครื่องมือในการขับไล่ชนพื้นเมืองออกจากพื้นที่ เพื่อให้บริษัทเอกชนสามารถเข้าไปทำธุรกิจเหมืองแร่ได้ การเผาทำลายผืนป่าเป็นวิธีการเตรียมที่ดินที่มีมาแต่อดีต ที่ผ่านมานักนิเวศวิทยาบรรพกาลค้นพบร่องรอยของเถ้าถ่านในชั้นดินอายุหลายพันปี บ่งชี้ว่าเกษตรกรโบราณใช้วิธีนี้ในการเตรียมสร้างที่อยู่อาศัยและพื้นที่เพาะปลูกมานานตั้งแต่ 7,500 ปีก่อน ในบราซิลสภาพอากาศแห้งแล้งและลมกระโชกแรงของปี ส่งผลให้บางครั้งการเผาป่าควบคุมไม่ได้

ในช่วงต้นทศวรรษ 2000 บราซิล ออกกฎหมายลงโทษผู้บุกรุกผืนป่าอย่างรุนแรงและจริงจัง ผลที่ได้คืออัตราการตัดไม้ทำลายป่าลดลงมาก แต่ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำในปี 2013 ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากเผชิญกับความอดอยาก กฎหมายถูกผ่อนปรน อนุญาตให้ชาวบ้านบุกรุกป่าได้ในพื้นที่ขนาดเล็ก  ผืนป่าจึงกลายมาเป็นสวน ไร่นา และ ทุ่งเลี้ยงสัตว์ ปัจจุบันบราซิลคือผู้ส่งออกเนื้อวัวอันดับหนึ่งของโลก และยังเป็นผู้ส่งออกถั่วเหลืองอันดับสอง แต่ท่ามกลางเศรษฐกิจที่กำลังเติบโต อนาคตของบราซิลยังไม่มั่นคง หากผืนป่าร่อยหรอลงไปเรื่อยๆ วิกฤตที่เกิดขึ้นสร้างความกังวลให้แก่ประชาคมโลก ในการประชุมสุดยอดผู้นำ G7 นานาชาติพร้อมยื่นมือเข้าช่วยเหลือด้วยการอนุมัติเงินมูลค่า 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่บอลซานาโรปฏิเสธ ระบุไม่ต้องการให้ประเทศอื่นแทรกแซงอธิปไตยของบราซิล ผู้นำบราซิลถูกวิจารณ์อย่างหนัก วิกฤตทางสิ่งแวดล้อมถูกผูกโยงกับการเมือง ท่ามกลางไฟป่าที่กำลังลุกลาม

ความเพิกเฉยของเขาทำให้ผู้คนโกรธ และความโกรธนี้ลามไปสู่สมาชิกรัฐบาลคนอื่นๆ ในงานประชุมเพื่อสิ่งแวดล้อมที่จัดขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เลขานุการกระทรวงสิ่งแวดล้อมของบราซิลถูกโห่ไล่จนต้องลงจากเวที ด้วยความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ในที่สุดบราซิลก็สามารถควบคุมไฟป่าได้ รัฐบาลออกมาตรการห้ามเกษตรกรเผาป่าอีกเด็ดขาดเป็นเวลา 60 วัน ป้องกันการเกิดเหตุซ้ำสอง เนื่องจากในบางพื้นที่ไฟยังคงไม่ดับสนิท รายงานจากสถาบันวิจัยอวกาศแห่งชาติบราซิลระบุว่า ไฟได้เผาทำลายพื้นที่ป่ามากถึง 10,000 ตารางกิโลเมตร นับเป็นการสูญเสียป่ามากที่สุดในรอบ 10 ปี  วันนี้ไฟป่าทุเลาลงแล้ว แต่เพียงแค่ชั่วคราว ภายใต้นโยบายขยายพื้นที่เกษตรและเหมืองแร่ของผู้นำอนุรักษ์นิยมที่ไม่ได้อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมควบคู่ไปด้วย ผืนป่าบราซิลยังคงเว้าแหว่งไปเรื่อย ๆ 

ในรัฐแคลิฟอร์เนีย รัฐทางตะวันตกของสหรัฐอเมริกา ที่นี่ได้ชื่อว่าเป็นรัฐที่แห้งแล้งที่สุด และในช่วงหลายปีมานี้ ไฟป่าเกิดบ่อยครั้งจนน่าตกใจ เหตุไฟป่าล่าสุดที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ใกล้กับเมืองซานตา บาร์บารา ส่งผลให้ทางการต้องสั่งอพยพผู้คนอย่างเร่งด่วน สหรัฐอเมริกาคือประเทศที่เผชิญภัยพิบัติบ่อยครั้ง บางรัฐรับมือกับเฮอร์ริเคนเป็นประจำ บางรัฐก็เคยชินกับพายุหิมะ สำหรับแคลิฟอร์เนีย มันคือไฟป่า

ไฟไหม้ป่าแคลิฟอร์เนียยังลุกลาม

รัฐแคลิฟอร์เนียมีช่วงเวลาที่สภาพอากาศแห้งแล้งยาวนานกว่ารัฐอื่น เฉลี่ยคือครึ่งปี ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมไปจนถึงเดือนตุลาคม ไฟป่ามักเกิดขึ้นบ่อยในช่วงท้ายปี เนื่องจากเป็นฤดูใบไม้ร่วง ใบไม้ที่กองสะสมตามพื้นคือเชื้อไฟอย่างดี ประกอบกับการพัดของลมประจำถิ่นที่มีชื่อว่า ลมซานตาแอนนา จากทิศตะวันออกสู่ตอนใต้ของรัฐช่วยโหมให้กองไฟใหญ่ขึ้น  เมื่อรวมกับอุปสรรคด้านพื้นที่ซึ่งส่วนใหญ่เป็นที่ราบสูงยากต่อการเข้าถึง กว่านักดับเพลิงจะมาไฟป่าจึงลุกลามกินวงกว้างไปแล้ว

หลายปีแล้วที่รัฐแคลิฟอร์เนียไม่เคยว่างเว้นจากไฟป่า ปี 2017 ไฟป่าก่อความเสียหายมากถึง 4,800 ตารางกิโลเมตร ส่วนปี 2018 มันกลืนกินพื้นที่ไปอีกราว 6,500 ตารางกิโลเมตร เมื่อเกิดไฟป่าขึ้น ไม่เพียงแค่พื้นที่ป่าหรือผู้คนบริเวณนั้นเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ  ไฟป่ากำลังทำร้ายโลกและเราทุกคน รายงานจาก KPBS News  เหตุไฟป่าในรัฐแคลิฟอร์เนียเมื่อปี 2018 ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากถึง 45 ล้านเมตริกตัน หรือเทียบเท่ากับปริมาณมากกว่าที่รัฐแคลิฟอร์เนียปลดปล่อยในแต่ละปีถึง 9 เท่า ก๊าซเหล่านี้จะลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศห่อหุ้มโลก ส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้น และเมื่อโลกร้อนขึ้น โอกาสที่จะเกิดไฟป่าก็จะง่ายขึ้นตามมา หากปริมาณก๊าซเรือนกระจกยังคงเพิ่มสูงขึ้น นักวิทยาศาสตร์คาดกันว่าในปี 2100 นี้ ไฟป่าจะเกิดถี่ขึ้น และครอบคลุมพื้นที่มากถึงร้อยละ 77 ของรัฐแคลิฟอร์เนีย ไม่ใช่แค่รัฐแคลิฟอร์เนียที่กำลังตกอยู่ในกองเพลิง ท่ามกลางปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั่วโลก ไฟป่ากำลังกลายมาเป็นความท้าทายใหม่ให้มนุษย์รับมือ

ภาพถ่ายดาวเทียมจากนาซาเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ฉายให้เห็นจุดความร้อนจากสถานการณ์ไฟป่าในหลายทวีป แม้แต่ในพื้นที่หนาวเย็นอย่างไซบีเรีย โลกกำลังร้อนระอุ และมนุษย์เองเป็นผู้จุดไฟ เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าไฟป่าส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากการกระทำต่าง ๆ ของมนุษย์  ทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ และเพราะสาเหตุจากมนุษย์อีกเช่นกัน  ที่มีส่วนทำให้ไฟป่ารุนแรงและรวดเร็วมากกว่าเดิม ความร้อนแรงของมันกำลังทำลายทรัพยากรอันล้ำค่าของโลกและซ้ำเติม วิกฤตทางสิ่งแวดล้อมให้เลวร้ายลงไปอีก

รายการรอบโลก by กรุณา บัวคำศรี ทุกวันพุธ และ พฤหัสบดี เวลา 22.30 น. ทาง PPTV HD ช่อง 36 ชมย้อนหลัง http://pptv36.tv/9Oh

 

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ