แต่เพราะ “โทโมโกะ” ประสบชะตากรรมอันเลวร้าย กลายเป็นศพถูกฆ่าปาดคอ ระหว่างเธอเดินทางไปท่องเที่ยวที่ จ.สุโขทัยโดยลำพัง ในช่วงวันลอยกระทง 25 พฤศจิกายน 2550
ร่างของเธอถูกพบที่เนินเขาทางขึ้นวัดสะพานหิน ในพื้นที่อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ตำรวจพบร่องรอยการต่อสู้ แต่ไม่พบร่องรอยการถูกละเมิดทางเพศ รอบๆ ร่างอันแน่นิ่ง สิ้นลมหายใจของ “โทโมโกะ” หญ้าล้มเป็นทางยาว ตำรวจคาดว่าเธอฮึดสู้กับฆาตกรสุดแรง และวิ่งหนีลงมาเนินเขา แต่ฆาตกรตามมาติดๆ ก่อนสังหารเธอด้วยการปาดคอ
คดีนี้มีมีผู้ต้องสงสัยมากกว่า 300 คน ทุกคนถูกนำไปสอบปากคำ แต่ตำรวจไม่พบว่ามีใครในจำนวนนี้ เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีสะเทือนขวัญข้ามชาติ เพราะดีเอ็นเอของผู้ชายที่พบที่ขอบกางเกงด้านหลัง ของ “โทโมโกะ” ไม่ตรงกับบุคคลใด ที่ตำรวจนำมาสอบปากคำและเก็บตัวอย่างดีเอ็นไว้
ผ่านไปกว่า 13 ปี แต่การติดตามหาตัวฆาตกรที่เป็นความร่วมมือกันระหว่างทางการไทยและญี่ปุ่น ยังคงดำเนินไปต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2562 ตำรวจญี่ปุ่นเข้าพบตำรวจไทยและเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อติดตามความคืบหน้า
ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตรวจสอบดีเอ็นเอของญาติผู้ต้องสงสัยคนหนึ่งที่เสียชีวิตไปแล้วเมื่อปี 2553 และพบว่ามีความเป็นไปได้ที่จะตรงกับดีเอ็นเอของคนร้าย ที่ตรวจพบที่ขอบกางเกงด้านหลังของ “โทโมโกะ”
ถ้าสามารถพิสูจน์ทราบได้แน่ชัดว่าเป็นของคนๆ เดียวกัน ก็จะทำให้กระบวนการพิสูจน์ทราบตัวฆาตกรสิ้นสุดลง เป็นการสิ้นลงพร้อมกับๆ คดีฆาตกรรม เพราะผู้ต้องหา ถึงแก่ความตายไปแล้ว...
ผ่านไปกว่า 13 ปี ดีเอสไอ จะสามารถปิดคดีนี้ได้หรือไม่ ติดตามได้ในรายการสารตั้งต้น ตอนศพนี้มีเรื่องเล่า "โทโมโกะ คาวาชิตะ" ศุกร์ที่ 17 มกราคมนี้ เวลา 23.00 น.