ชุดพนักงานสอบสวน กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)ได้สรุปความเห็นแย้งอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 รวมทั้งสิ้น 6 ประเด็น เพื่อเสนอให้อธิบดีสำนักงานอัยการสูงสุด พิจารณาความเห็น
1.ประเด็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ที่อัยการอธิบายความเห็นเกี่ยวกับ ดีเอ็นเอไมโทคอนเดรีย ซึ่งการรับฟังข้อเท็จจริงในประเด็นดังกล่าวนั้น ไม่ใช่การใช้ดุลยพินิจที่รับฟังพยานหลักฐานแตกต่างจากพนักงานสอบสวนดีเอสไอ แต่เป็นการรับฟังข้อเท็จจริงที่ไม่ตรงตามพยานหลักฐานในสำนวนเนื่องจากข้อเท็จจริงของอัยการไม่มีการอ้างอิงว่าได้รับฟังในประเด็นนี้ โดยเอามาจากพยานผู้เชี่ยวชาญหรือพยานหลักฐานส่วนใดส่วนหนึ่งในสำนวน และเป็นข้อมูลที่อยู่นอกสำนวน เพราะผู้ต้องหาไม่ได้ให้การในชั้นสอบสวน
2.ประเด็นพยานกลับคำให้การ ที่อัยการระบุว่าไม่น่าเชื่อถือ แต่ขณะเดียวกันตามความเห็นของอัยการ กลับเชื่อคำให้การที่ว่าผู้ต้องหาทั้งหมดได้ปล่อยตัวนายบิลลี่ไปแล้วหลังถูกจับกุม ซึ่งเป็นเหตุผลที่ย้อนแย้งกันเอง
3.ประเด็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการหรือรักษาทรัพย์ เบียดบังเอาทรัพย์เป็นของตนเองฯและฐานเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบข่มขืนใจผู้อื่นฯ ซึ่งอัยการเห็นว่า ไม่มีพยานหลักฐานยืนยันว่าผู้ต้องหาทั้ง 4 เอาทรัพย์ของนายบิลลี่ไป และเห็นว่าผู้ต้องหาทั้งหมดไม่ได้ใช้อำนาจข่มขืนใจนายบิลลี่นั้น
ในคดีนี้มีพยานบุคคลยืนยันอย่างชัดเจนว่า ผู้ต้องหาทั้งหมดได้จับกุมตัวนายบิลลี่ ไปพร้อมกับทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายของนายพอละจี
อัยการแจงปมไม่ฟ้อง “ชัยวัฒน์” ด้านภรรยาบิลลี่สู้ต่อ!!
4.ประเด็นการกล่าวอ้างคำสั่งศาลจังหวัดเพชรบุรี ซึ่งคำสั่งศาลดังกล่าวเป็นการมีคำสั่งตามที่ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยตัวนายบิลลี่ ตาม ป. วิอาญา มาตรา 90 ซึ่งมีประเด็นแห่งคดีคนละประเด็นกับความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่และคดีฆาตกรรมในคดีนี้
โดยข้อเท็จจริงในขณะนั้น ผู้ร้องไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า นายบิลลี่ อยู่ในความควบคุมของผู้ต้องหาทั้งหมด ศาลจึงมีคำสั่งยกคำร้อง มิใช่คำสั่งว่าผู้ต้องหาทั้งหมดไม่ได้กระทำผิดอาญาแต่อย่างใด
ดังนั้นความเห็นของพนักงานอัยการที่กล่าวอ้างคำสั่งศาลจังหวัดเพชรบุรีโดยไม่ฟังข้อเท็จจริงอันสำคัญที่ได้จากการสอบสวนในภายหลังจึงไม่ถูกต้อง
5.ประเด็นพิสูจน์การฆ่า ซึ่งอัยการอ้างว่าไม่มีประจักษ์พยานเห็นการฆ่า และไม่อาจนำคดีฆ่าแพทย์หญิงผัสพร มาเทียบเคียงได้เนื่องจากข้อเท็จจริงไม่ตรงกันนั้น
ดีเอสไอเห็นว่า คดีนี้มีหลักในการพิสูจน์ความผิดของผู้ต้องหาในทำนองเดียวกับคดีฆ่าหมอผัสพร
ซึ่งเป็นที่รับรู้กันทั่วไปของสังค มและควรนำคดีฆ่าหมอผัสพร มาเทียบเคียงเป็นกรณีศึกษาในการพิสูจน์การกระทำผิดในคดีนี้ เนื่องจากในคดีฆ่าหมอผัสพร ไม่มีประจักษ์พยานเห็นการฆ่าและไม่พบศพเช่นเดียวกับคดีนี้โดยในคดีฆ่าหมอผัสพร พิสูจน์การตายด้วยชิ้นเนื้อซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญ และมีแพทย์ยืนยันการเสียชีวิต
เช่นเดียวกับคดีนี้ที่พิสูจน์การตายโดยชิ้นส่วนกระดูกอันสำคัญ โดยมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญยืนยันประกอบพยานเครือญาติดังที่กล่าวมาข้างต้น
6.ประเด็นที่ผู้ต้องหาทั้งหมดไม่ยอมให้การโต้แย้ง หรือกล่าวอ้างพยานหลักฐานใดในชั้นสอบสวน
เห็นว่า คดีนี้ตามคำให้การของผู้ต้องหาทั้งหมดในชั้นสอบสวนเห็นได้ชัดว่า พนักงานสอบสวนได้พยายามสอบถามเพื่อให้โอกาสแก้ผู้ต้องหาทั้งหมดที่จะแสดงข้อเท็จจริง
แต่ผู้ต้องหาทั้งหมดก็มิได้ให้การกล่าวอ้างข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานใด เพื่อหักล้างข้อเท็จจริงที่กล่าวหาตนอันถือได้ว่าเป็นเรื่องผิดปกติวิสัยของสุจริตชนทั่วไป
และเมื่อไม่มีข้อเท็จจริงที่ผู้ต้องหาทั้งหมดได้กล่าวอ้างเพื่อหักล้าง คงมีแต่ข้อเท็จจริงที่รับฟังตามพยานหลักฐานทางการสอบสวน ทั้งพยานทางวิทยาศาสตร์ พยานบุคคล พยานวัตถุ และพยานเอกสารหลายรายการ โดยพยานส่วนหนึ่งผ่านการพิจารณาของศาลทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง จนนำไปสู่การอนุมัติหมายจับผู้ต้องหาทั้งหมด
ย้อนรอย 5 ปีคดี “บิลลี่ พอละจี” การจากไปไม่มีวันกลับ
ขณะที่ในวันนี้ 30 ม.ค. 2563 นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม ได้เป็นสักขีพยานลงนามระหว่างหน่วยงานในสังกัดกระทรวงฯ กับสำนักงานศาลยุติธรรม เพื่อส่งผู้ต้องขังในคดียาเสพติดเข้าบำบัดด้านสภาพจิตใจ
ซึ่งนายสมศักดิ์ เปิดเผยถึงคดีบิลลี่ ว่าได้ปล่อยให้ดีเอสไอทำงานอย่างเต็มที่ ซึ่งต้องเป็นไปตามกระบวนการ
สำหรับข้อมูลทั้งหมดที่ดีเอสไอทำประเด็นความเห็นแย้ง จะถูกส่งไปที่สำนักงานอัยการสูงสุดภายในวันนี้ ซึ่งตามขั้นตอนแล้วจะต้องรอให้อัยการสูงสุดเป็นผู้พิจารณาชี้ขาดว่าจะมีความเห็นเป็นอย่างไรต่อไป
ขณะเดียวกัน นางพิณนภา พฤกษาพรรณ หรือ มึนอ ภรรยานายบิลลี่ ก็กำลังรอดูท่าทีของอัยการด้วยเช่นกัน และเตรียมรอตัดสินใจว่าจะเป็นฝ่ายฟ้องคดีต่อศาลเองหรือไม่