ตลอดแนวลำน้ำสะแกกรังช่วงตัวเมืองอุทัยธานี ที่นี่ยังเต็มไปด้วยเรือนแพที่ยังมีชีวิต เรือนแพที่อาศัยไม้ไผ่ลำยาวมัดรวมกันเป็นทุ่น เรียกว่าลูกบวบ ซึ่งควรจะลอยอยู่ในน้ำเวลานี้ แต่ผลที่ปรากฎกลับมีแพหลายหลังเกยตื้นติดพื้นดิน เพราะแม่น้ำสะแกกรังแห้งขอดเป็นประวัติการณ์
ชายคนนี้อาศัยอยู่ในเรือนแพมาทั้งชีวิต เขาบอกว่า เมื่อไหร่ที่แพเกยตื้น ผลกระทบที่จะตามมาคือ ลูกบวบจะพังเสียหายนอกจากเรือนแพจะเสียหาย ต้องเตรียมเงินจ่ายค่าซ่อมหลายหมื่นบาทแล้ว อาชีพขับเรือนำเที่ยวของคนที่นี่ก็ได้รับผลกระทบไปด้วย เพราะน้ำแห้งจนเรือแล่นผ่านในบางจุดไม่ได้ ไม่เพียงเท่านั้นอาชีพหลัก คือ การทำประมง ขณะนี้ก็ประสบปัญหาเช่นกัน เพราะปลาเริ่มตายจากอาการน็อกน้ำ เนื่องจากน้ำไม่ไหลเวียนเหมือนเคย
ชาวเรือนแพ ยืนยันว่า ระดับน้ำในแม่น้ำสะแกกรังไม่เคยแห้งขอดขนาดนี้มาก่อนโดยเฉพาะช่วงต้นปี ข้อมูลนี้สอดคล้องกับชลประทานจังหวัดอุทัยธานี ที่ระบุว่า หากเทียบกับช่วงเวลาเดียวกัน ระดับน้ำในแม่น้ำสะแกกรังแห้งขอดและอยู่ในระดับค่ำกว่าปีที่แล้ว ถึงกว่า2 เมตร
"สาเหตุที่ปีนี้ระดับน้ำในแม่น้ำสะแกกรังแห้งขอดลงจนผิดปกติ ส่วนหนึ่งนั่นเป็นเพราะน้ำต้นทุนที่มาจาก แม่วงก์ คลองโพธิ์ ทับเสลา ปีนี้ฝนตกน้อยกว่าค่าเฉลี่ยถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ตอนนี้ระดับน้ำของสะแกกรังจึงขึ้นอยู่กับระดับน้ำของแม่น้ำเจ้าพระยาที่จะไหลเอ่อเข้ามาช่วย แต่ปัญหาคือปีนี้ น้ำต้นทุนของแม่น้ำเจ้าพระยาที่มาจากเขื่อนภูมิพล และสิริกิติ์ก็มีน้อยเช่นเดียวกัน ระดับน้ำของแม่น้ำเจ้าพระะยาก็เลยไม่สูงมาก ส่งผลให้ระดับน้ำของสะแกกรังก็เลยแห้งขอดอย่างที่เห็น”
หนทางเดียวที่จะทำให้ระดับน้ำสะแกกรังเพิ่มขึ้น คือ ต้องเพิ่มน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา แต่วิธีนี้ดูเหมือนจะเป็นไปได้ยาก เพราะเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ต้องรักษาอัตราการระบายน้ำเท่าเดิม หรือน้อยกว่าเดิมเท่านั้น เพื่อให้อยู่รอดจนจบแล้งนี้ ซึ่งชาวชุมชนแพยังกังวลว่าหากระดับน้ำลดลงอีก ปลาที่เลี้ยงไว้ทั้งหมดจะตาย ขณะที่แพบางหลังที่ลากลงมาอยู่กลางน้ำได้ทันก่อนหน้านี้ สุดท้ายก็อาจต้องเกยตื้นเสียหายไม่ต่างจากแพหลังอื่น
หากฝนไม่ตกเพิ่ม เขื่อนภูมิพลเหลือน้ำใช้ อีกเดือนกว่าๆ