รายงานข่าวดังกล่าวมีขึ้นหลังจากเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอิสฮัคบินี ฮิโรลา (Ishaqbini Hirola Community Conservancy) ในเขตการิซซา ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเคนยา พบโครงกระดูกของยีราฟสีขาวสุดหายาก 2 แม่ลูก ที่ถูกกลุ่มพรานลักลอบล่าสัตว์ฆ่าตายก่อนหน้านี้ ขณะที่ยีราฟสีขาวเพศผู้อีกตัวรอดชีวิต และกลายเป็นยีราฟสีขาวที่เหลืออยู่เพียงตัวเดียวในโลก
นอกจากนี้ยังระบุด้วยว่า พบเห็นยีราฟสีขาวเคราะห์ร้าย 2 ตัวนี้เป็นครั้งสุดท้ายเมื่อกว่า 3 เดือนก่อน โดยเบื้องต้นยังไม่สามารถระบุตัวพรานล่าสัตว์ที่กระทำผิดได้ เนื่องจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดังกล่าวไม่มีการล้อมรั้วรอบขอบชิดและมีหมู่บ้านหลายแห่งตั้งอยู่ในพื้นที่ ขณะเดียวกันยังไม่ทราบแรงจูงใจในการฆ่ายีราฟหายากสองตัวนี้ แต่เจ้าหน้าที่กำลังอยู่ระหว่างการเร่งรวบรวมข้อมูลพยานหลักฐาน เพื่อดำเนินการสอบสวน
การที่ยีราฟเหล่านี้มีลำตัวสีขาว เกิดจากภาวะที่เรียกกันว่า “ภาวะด่าง” (Leucism) ที่ส่งผลทำให้เซลล์ผิวหนังไม่เกิดการผลัดสี โดยยีราฟขาวที่ได้รับการค้นพบเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนมีนาคม ปี 2016 กลายเป็นข่าวที่สร้างเสียงฮือฮาไปทั่วโลกนับตั้งแต่มีการเปิดเผยภาพของยีราฟสีขาวแม่ลูกดังกล่าวออกสู่สาธารณชน เมื่อปีค.ศ. 2017 ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ องค์กรระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (IUCN) ได้เปิดเผยว่า ประชากรยีราฟจำนวนลดลงถึง 40 เปอร์เซ็นต์ ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา จากประมาณ 155,000 ตัว ในปี 1985 ลงสู่ 97,000 ตัวในปี 2015 โดยมีสาเหตุมาจากการถูกล่าเพื่อเอาเนื้อและหนังที่ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง