กลายเป็นประเด็นคำถามขึ้นมาทันทีหลังจากนักแสดงชายเข้ารับการตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด -19 ที่รพ.เอกชนแห่งหนึ่ง แต่ทาง รพ. ไม่ได้จัดห้องพักให้ระหว่างรอผลตรวจ แต่กลับให้รอฟังผลที่บ้านแทน ซึ่งทางรพ.ออกแถลงการณ์ภายหลังว่า จากการซักประวัติไม่ได้อยู่ในเกณฑ์สงสัยสัมผัสโรค ไม่ได้เดินทางกลับจากต่างประเทศ และไม่ได้ใกล้ชิดกับผู้ป่วย และเมื่อผลออกมาก็ได้แจ้งทางกรมควบคุมโรคทันที จนเกิดคำถามว่า การปฏิบัติดังกล่าวถือว่าถูกต้องตามเงื่อนไขของการรายงานโรคโควิด-19 ซึ่งเป็นโรคติดต่ออันตราย ตามพ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 หรือไม่
วันที่ 14 มี.ค. ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ(สบส.) ซึ่งเป็นกรมในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ที่เป็นผู้บังคับใช้กฎหมายในการควบคุมให้สถานพยาบาลเอกชนดำเนินการตามมาตรฐาน ให้ข้อมูลว่า สำหรับโรคโควิด-19 เมื่อเป็นโรคติดต่ออันตรายมีแนวทางให้รพ.เอกชนดำเนินการในการรายงานโรค ซึ่งตามกฎหมายเมื่อผู้ที่เข้ามารรับการตรวจ ทาง รพ. ต้องซักประวัติที่จุดคัดกรอง ว่าเป็นผู้เข้าข่ายสงสัยหรือมีความเสี่ยงสัมผัสโรคหรือไม่ ซึ่งหากเป็นผู้เข้าข่ายสงสัยต้องมีห้องพักจากนั้นเมื่อทำการส่งตรวจตัวอย่างก็ต้องจัดห้องพักแยกโรคระหว่างรอผลตรวจ จะปล่อยให้กลับบ้านไม่ได้ ถือว่ามีความผิด ยิ่งผลเป็นบวกจะยิ่งมีความเสี่ยง
นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า การรายงานโรคของรพ. และห้องปฏิบัติการตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 กำหนดให้ รพ.ที่ให้การดูแลผู้ป่วย แค่สงสัยก็ต้องรายงานหรือแจ้งมาที่กรมควบคุมโรคภายใน 3 ชั่วโมง โดยต้องรายงาน 2 ส่วน คือ 1.รพ.แค่สงสัย หรือแค่คิดที่จะตรวจตัวอย่างก็ต้องแจ้งภายใน 3 ชั่วโมง และ 2.ห้องปฏิบัติการที่รับตัวอย่างมาตรวจจะต้องแจ้งกรมควบคุมโรคภายใน 3 ชั่วโมงเช่นกัน
“กรณีนักแสดงหนุ่มนั้น หากการสอบสวนพบว่าสถานพยาบาลที่ตรวจเชื้อบอกให้คนไข้กลับบ้านแล้วค่อยฟังผลในวันต่อมา แต่สถานพยาบาลยังไม่แจ้งกรมควบคุมโรค ก็ถือว่าผิด เพราะการที่เก็บสารคัดหลั่งส่งตรวจแล็บก็แสดงว่าคนไข้รายนั้นเป็นผู้ต้องสงสัยป่วยโควิด-19 จะต้องแจ้งกรมควบคุมโรคภายใน 3 ชั่วโมง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการสอบสวนสถานพยาบาลดังกล่าว” นพ.ธนรักษ์ กล่าว